Devil Desire

ตอนที่ 21

 

เงยหน้ามองท้องฟ้ายามเย็น

หมู่นกทั้งหลายโผบินกลับสู่รวงรัง

ฉันได้แต่จ้องมอง...พลางสงสัย

เจ้านกเหยี่ยวเอย...

เหตุใดเจ้าจึงทิ้งรังนอน.....

เหตุใดจึงพาตนเข้าสู่คมเขี้ยว...มัจจุราช

ได้แต่หลับตา...อธิษฐานไปในสายลม

ขอสายลมนี้จงช่วยพยุงเจ้า....ให้ได้เข้มแข็ง

เจ้านกเหยี่ยวเอย...

โปรดกลับรังนอน ปลอดภัยเถิดนา.....

......................................................................

 

ร่างบนเตียงขยับตัวลุกขึ้นบิดขี้เกียจช้าๆ ดวงตาสีฟ้ายังลืมไม่เต็มที่ ยกมือขยี้ตาอย่างงุ่นง่าน

วันนี้รู้สึกแปลกไปเพราะว่าเงียบเหลือเกิน ปรกติจะได้ยินเสียงซาสึเกะเดินไปมาบ้าง

เสียงพลิกหน้าหนังสือบ้าง ไม่ก็เสียงจัดข้าวของก๊อกๆแก๊กๆตามประสาบ้าง

พยายามเบิ่งตากวาดไปทั่วห้องก็เป็นดังคาด...ไม่มีใครอยู่......

นารุโตะเดินกระย่องกระแย่งไปดูที่ห้องน้ำทว่าก็ว่างเปล่าเช่นกัน.....

 

“กลับไปดูบ้านรึเปล่านะ”

 

แอ๊ด~~

 

“ซาสึเกะ” 

นารุโตะหันขวับไปที่ประตู หวังไว้เต็มที่ว่าจะพบกับเด็กหนุ่มอุจิวะ

แต่กลับเป็นพยาบาลยกถาดยาและวิตามินมาให้

 

รออยู่จนเย็นก็ไม่มีวี่แววของเด็กหนุ่มร่างสูง  หัวใจเริ่มกระวนกระวาย

เดินออกมาถามหน่วยแพทย์ที่เฝ้าเวรก็ไม่ได้คำตอบ ซากุระเอง เขาก็ยังไม่เห็นเลยทั้งวัน

‘มันเกิดอะไรขึ้นกันนะ....หายไปไหนกันหมด’

 

ก๊อกๆๆ

แอ๊ด~~~

ร่างบนเตียงยืดคอมองทันทีว่าใครเป็นคนเปิดเข้ามา

“ซากุระจัง”

“อาหารเย็นจ้ะ...วันนี้ฉันยกมาให้เองเลยนะ....”

นารุโตะรับรู้ถึงความผิดปรกติบางอย่างจากเด็กสาว หน้าตาดูไม่สดใสอย่างเคย แม้ว่าจะยิ้มอยู่ก็ตาม

ขอบตาแดงช้ำ แถมยังไม่ยอมสบตาตรงๆ 

ซากุระขยับเข้ามาใกล้วางถาดอาหารให้ที่โต๊ะข้างเตียง

“ซากุระจังเห็นซาสึเกะมั้ย..วันนี้ทั้งวันฉันยังไม่เห็นเลย”

ประโยคนั้นทำให้เด็กสาวชะงักก่อนจะเงยหน้ามองเขา

ดวงตาสีเขียวมีแววปวดร้าวแฝงฝัง แขนเรียวยกขึ้นโอบเพื่อนรักของเธอแน่น

“ซากุระจัง เป็นอะไร...เกิดอะไรขึ้น”

พอตั้งสติได้เด็กสาวจึงผละตัวออกมา มือขาวนวลดึงมือของนารุโตะให้แบออก

ก่อนวางกุญแจสีเงินสองดอกไว้ให้ในมือ 

เห็นสีหน้าของซากุระก็รู้ได้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปรกติ โหวงอยู่ในใจลึกๆ

“ซาสึเกะ....เขา...ฝากนี่ไว้ให้”

ดวงตาสีเขียวเริ่มรื้นน้ำเมื่อมองเพื่อนของเธอทำหน้าตาสับสนงุนงง

“แล้วซาสึเกะล่ะ”

 “ซาสึเกะ....เขาไปแล้ว”

“ไป..ไหน...”

“โอโตะ”

คำตอบเพียงสั้นๆ...แต่ราวกับว่าพื้นที่ยืนอยู่พังทลายลงต่อหน้าต่อตา

“ไม่จริงน่ะ!!!!”

 

เคร้ง!!!!

 

ร่างที่นอนอยู่เมื่อครู่ลุกพรวดพราดจนถาดข้าวหล่นกระจาย

ไม่สนใจแม้สายน้ำเกลือที่หลังมือจะถูกดึงให้หลุดออกมาจนเลือดซึม

หัวใจคล้ายกลายเป็นกระดาษที่ถูกขย้ำขยี้แล้วโยนทิ้งลงกองไฟ รู้สึกแหลกสลาย รานร้าว

“เดี๋ยว!!! นารุโตะ อย่าตามไปอีกเลย!!!!”  

ถลาออกจากห้องไปไม่สนใจเสียงเรียกของเพื่อนสาวแต่อย่างใด

 “ซาสึเกะ!!!!!”

ร่างบางพุ่งไปอย่างโซซัดโซเซตามทางเดิน กดลิฟต์ระรัว เมื่อไม่ได้ดั่งใจจึงวิ่งลงบันไดแทน  

 

แต่กๆๆๆๆๆ

“แฮ่ก แฮ่ก”

 

วิ่งตามคนรักที่จากไปครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยสองเท้าเปล่าเปลือยเหมือนคนบ้า

ใบหน้าขาวอาบน้ำตา เงาสีเทาฉาบทาลงบนนัยน์ตาสีฟ้านั้น

ทั้งที่รู้ว่าไม่มีวันตามไปถึงก็ยังคงวิ่ง

ไม่ทันจะพ้นเขตโรงพยาบาล เท้าก็สะดุดเข้ากับหินจนล้มไถลไปกับพื้น

 

“ซาสึเกะ!!!!! ซาสึเกะ!!!!!!!!!!!!”

ตะโกนเรียกชื่อของคนที่จากลา ยันกายที่เปรอะเปื้อนฝุ่นดินขึ้นนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้น

ไม่มีแรงจะตามไปได้แล้ว...

มือที่ถือลูกกุญแจยังกำแน่นไม่คลาย ยกขึ้นแนบหน้าพร้อมกับเช็ดน้ำตาที่ไหลเป็นสาย

“ฮึก ฮึก ฮึก...”

ซากุระกับหน่วยแพทย์อีกสองคนวิ่งตามออกมา เห็นร่างของนารุโตะนั่งร้องไห้หมดสภาพอยู่ที่พื้น

เด็กสาวค่อยๆเดินมาคุกเข่าลงใกล้ๆ อ้าแขนโอบร่างที่สะอื้นไห้เอาไว้

ลูบหลังปลอบใจอยู่นานกว่านารุโตะจะหยุดร้อง

 

“เขาบอกว่าไปโอโตะครั้งนี้ไม่รู้ว่าผลจะเป็นยังไง..แต่ถึงจะไม่ได้กลับมาก็ขอให้นายได้รู้ไว้ว่า

หัวใจของเขาจะอยู่ที่นี่เสมอ ตลอดไป...และถ้าไม่ตาย....คงจะได้พบกัน...”

 

รู้ทันทีว่าการต่อสู้นี้เดิมพันด้วยชีวิต จะฆ่าโอโรจิมารุสำเร็จแล้วกลับมา

หรือถูกฆ่ากลายเป็นร่างต่อไป

ไม่ว่าทางไหนก็มีแต่การสูญเสีย  เต็มไปด้วยเลือดและน้ำตา...ดั่งที่คาดไว้ไม่มีผิด

 

นารุโตะเองก็ยกแขนกอดซากุระแน่น 

พยายามทำใจยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้น แม้ว่าจะยากเย็นเหลือเกินก็ตาม 

หวนนึกถึงเวลาที่ได้มีร่วมกัน....ไออุ่นของซาสึเกะ

ความรัก ความใจดี....คำพูดหวานหู.....

ช่วงเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันมันก็เหมือนกับน้ำผึ้งปลายช้อน

ลิ้มรสความหวานล้ำเพียงครู่เดียวก็มลายหายสิ้น

 

“เรา...มารอซาสึเกะ....ด้วยกันเถอะนะ....”

เด็กหนุ่มเอ่ยปนเสียงสะอื้น ซากุระทำได้แค่พยักหน้ารับ ก่อนพยุงกันลุกขึ้น

พากันกลับเข้าไปในโรงพยาบาลด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยทั้งคู่

 

หลังจากวันนั้น นารุโตะพยายามทำตัวปรกติ เด็กหนุ่มไม่เอ่ยถึงซาสึเกะมากนักและก็เป็นที่รู้กัน

ในหมู่เพื่อนๆว่าไม่ควรจะเอ่ยถึงเวลาอยู่ต่อหน้านารุโตะเช่นกัน

 

.......................

............................

.....................................

 

 

ร่างปราดเปรียวเล็ดลอดเข้ามาสู่รังใต้ดินอย่างง่ายดาย

หลังจากที่เขาออกไปจากโอโตะ รู้สึกว่าโอโรจิมารุจะย้ายไปรักษาตัวที่อื่น

นานๆครั้งถึงจะกลับมาที่นี่อีก ซุ่มดักรออยู่หลายวันกว่าจะสืบหาตัวปีศาจงูพบ

 

บรรยากาศภายในรังใต้ดินยังคงเย็นชื้นอย่างเคย

ไฟสลัวข้างกำแพงทอดตัวยาวลึกเข้าไปในความมืดจนเหลือแค่จุดเท่าปลายไม้ขีด

เป็นความโชคร้ายของนินจาเฝ้าเวรเพราะถูกคาถาลวงตาจนไม่ได้สติกันไปหมด

 

เด็กหนุ่มร่างสูงเดินอย่างไม่ยี่หระต่อสิ่งใด เนตรวงแหวนสีแดงจ้องประตูหินเบื้องหน้า

โอโรจิมารุยังคงพำนักอยู่ด้านใน เขาสัมผัสได้ถึงจักระที่อ่อนกำลังลงของปีศาจงู

ชัยชนะคงจะไม่ไกลเกินเอื้อมนัก

เสียงครืดคราดของประตูหินดังขึ้น ภาพภายในห้องค่อยๆปรากฏชัดแก่สายตา

เขาคือแขกที่ไม่ได้รับเชิญ....

แขกผู้นำสาสน์แห่งความตายมาสู่เจ้าของห้อง

ดวงตาสีอำพันสบเข้ากับเนตรวงแหวนสีแดงดั่งเลือดทา

 

“ซาสึเกะคุง ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่!!!!” เสียงตกอกตกใจนั้นกลับเป็นของชายหนุ่มสวมแว่น

ใบหน้าขาวซีดของโอโรจิมารุยังคงนิ่งเฉยไม่สะทกสะท้านต่อการมาของเขา 

คาบูโตะรีบวางถาดที่มีถ้วยยาหลายใบลงบนโต๊ะ

สายตาดูระแวงระวังทั้งทางฝั่งเขาและทางฝั่งโอโรจิมารุ

“ในที่สุด...ก็มาจนได้สินะ...” 

ร่างซูบซีดกึ่งนอนกึ่งนั่งอยู่บนเตียงเอ่ยขึ้น เสียงนั้นแหบแห้งกว่าที่เคย 

“สภาพดูย่ำแย่ลงนะ โอโรจิมารุ”

เด็กหนุ่มเอ่ยเรียบนิ่ง ขายังคงย่างก้าวเข้าไปในห้องช้าๆ

 

“ออกไป คาบูโตะ...หลังจากนี้เป็นเรื่องระหว่างฉันกับซาสึเกะเท่านั้น

...ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเธอทำตามที่ฉันเคยสั่งไว้ก็พอ”

 

“แต่ว่า..ท่านโอโรจิมารุ!!!”

“ออกไป!!!!!!!!”

 

เมื่อนายสั่งเสียงแข็งเขาก็จำใจทำตาม ชายหนุ่มสวมแว่นจำใจเดินหลบฉากออกไปนอกห้อง

เขาเองก็คาดเดาไม่ถูกว่าฝ่ายไหนกันแน่ที่จะกุมชัยชนะในการสู้ครั้งนี้

แม้ว่าร่างกายของโอโรจิมารุจะเข้าขั้นย่ำแย่ก็ตาม

แต่ถ้าหากเข้าไปอยู่ในมิติของการย้ายร่างแล้วล่ะก็...

นายของเขาคงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเด็กหนุ่มอุจิวะเท่าใดนัก

‘สถานการณ์แบบนี้ ท่าจะแย่แฮะ’ คาบูโตะคิด พลางเงี่ยหูฟังจากนอกห้อง

ช่างเป็นการต่อสู้ที่เขาไม่อาจจะสอดมือเข้าไปยุ่งได้เลยจริงๆ

 

เมื่อเหลือแค่เพียงลำพังมือของซาสึเกะยิ่งกระชับดาบคู่กายแน่นก่อนดึงออกจากฝักช้าๆ

ดาบชี้ตรงไปที่โอโรจิมารุอย่างหมายมาด

“รีบมาจบเรื่องดีกว่า” น้ำเสียงของซาสึเกะนั้นเยียบเย็น  

หากอีกฝ่ายนั้นยังคงนิ่งเฉกเดิม...สุดท้ายเอ่ยในสิ่งที่ทำให้ซาสึเกะอารมณ์เสีย

“นารุโตะ เป็นยังไงบ้าง”

“อย่างแกมีสิทธิ์ถามด้วยเหรอ หะ!!!”

“ทำไมไม่อยู่ข้างๆนารุโตะคุง......อ่อ ความแค้นสำคัญยิ่งกว่าความรักงั้นสิ”

“ไม่ใช่!!!”

“ไม่ใช่แล้วทำไมเธอถึงมายืนอยู่ที่นี่ล่ะ”

“ตราบใดที่แกยังอยู่ นารุโตะไม่มีวันปลอดภัย...เพราะงั้นฉันเลย...มาฆ่าแกซะยังไงล่ะ!!!!”

 

ปีศาจงูยิ้ม....เป็นยิ้มที่ซาสึเกะไม่อาจจะตีความได้

 

...พอใจ หรือ เยาะหยัน....

 

ไม่รีรอ เด็กหนุ่มพุ่งดาบที่อาบด้วยพันปักษาเข้าใส่รวดเร็ว  ร่างบนเตียงยกแขนขึ้นกั้นคมดาบ

แม้จะหลบไม่ทันแต่ก็เบี่ยงให้พ้นจุดตายได้อย่างฉิวเฉียด ดาบของซาสึเกะปักอีกฝ่ายตรึงไว้กับผนัง

เลือดสีแดงไหลโชกจากแขนขาวซีดเปื้อนเต็มผ้าปูที่นอน

ซาสึเกะใช้มืออีกข้างสร้างพันปักษาขึ้น พลังจักระที่คมกริบราวสายฟ้าฟาด ทุ่มโถมลงที่ปีศาจงู

จงใจจะปลิดชีวิตในทันที นัยน์ตาสีแดงเลือดวาวโรจน์  

ในชั่วเสี้ยววินาที ผิวหนังส่วนหัวของโอโรจิมารุปริแตกออกจากกัน  

ร่างอีกร่างแหวกออกมาพุ่งไปอีกทางก่อนพันปักษาของเด็กหนุ่มอุจิวะจะปะทะถึงตัว

 

“ลอกคราบงั้นเรอะ!!!”

 

เด็กหนุ่มหันควับ ใช้แรงดึงดาบที่ฝังแน่นในกำแพงออกมา  โอโรจิมารุย่อตัวตั้งหลักอยู่ที่พื้นมุมห้อง

แขนยังคงบาดเจ็บ ร่างขาวซีดนั้นหอบจนตัวโยน ใบหน้าเครียดขึงจ้องอีกฝ่าย  

เลือดไหลหยดลงที่พื้นจากแขนทั้งสองข้าง

ร่างขาวซีดจุ่มนิ้วเขียนอักขระจากเลือดนั้นไปบนพื้นก่อนกดฝ่ามือแนบลงไป

 

“คาถาเชิญ!!”

 

งูสีดำมะเมื่อมขนาดใหญ่นับร้อยตัวพุ่งผ่านควันออกมา มุ่งหน้าเข้าหาศัตรู

เด็กหนุ่มอุจิวะกระโดดถลาไปด้านข้าง ใช้เท้ายันกับกำแพงส่งตัวเองให้ข้ามพ้นจากเหล่าอสรพิษ

ดาบคมปลาบตวัดบั่นคอและลำตัวที่กำลังเลื้อยเข้าหาเขา

ซากงูหลายท่อนหล่นกระจัดกระจายพร้อมกับเลือดสีเข้มเปรอะไปทั่วพื้นห้องและเสื้อของเด็กหนุ่ม

หากยังเหลืออีกหลายตัวที่เลื้อยพันขึ้นมาตามขา  ซาสึเกะไม่หนีอีก

ยืนนิ่งปล่อยให้เหล่าอสรพิษรัดพันตัวเขา แขนแข็งแรงแหวกชายเสื้อแล้วตลบมันทิ้งลงด้านหลัง

อักขระสีดำแผ่ปกคลุมไปกว่าครึ่งร่างผมค่อยๆกลายเป็นสีขาวโพลน

 

คาบูโตะที่ยืนกระวนกระวายอยู่ด้านนอกได้ยินเสียงการต่อสู้ดำเนินไป

ไม่อาจที่จะขยับขาก้าวเข้าไปขวางใครได้ ร่างสูงกำมือแน่น

นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น!!!!

 

ตุบ!!!

 

มือที่กำแน่นของคาบูโตะเหวี่ยงลงไปบนกำแพงข้างตัวสุดแรง เส้นรอยร้าวแผ่ตัวออกไปบนพื้นผนัง

มือนั้นสั่นระริก แม้แต่คาบูโตะเองก็ไม่แน่ใจนักว่าเป็นเพราะอารมณ์ใด เจ็บใจหรือโกรธเคือง

 

“ท่านโอโรจิมารุ....ทำไม...ท่านถึงได้....” 

 

ชายหนุ่มไม่อยากเชื่อว่าเขาจะมีน้ำตาคลอ

 

.....มันคือความสงสารนี่เอง.....

 

เขานึกถึงเด็กหนุ่มผมบลอนด์ทอง นึกถึงนายของเขา นึกถึงซาสึเกะ

ชะตากรรมที่ผูกพันทั้งสามคนเอาไว้ ช่างโหดร้าย และมันก็พัวพันมาถึงเขาด้วยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

เขามีหน้าที่สุดท้ายที่จะต้องทำ และสิ่งที่ทำได้ในตอนนี้คือรอ!!!

 


แล้วเดี๋ยวชิวะจะมาต่อให้นะ ฮือออ 


(วิ่งกลับไปปั่นต่อ)


ตอนนี้ปั่นทั้งฟิคโตะทั้ง No.6 อร๊ายยย มือหงิก

Devil Desire 20 มาแล้วค่า!!!!

posted on 19 Jul 2011 19:52 by crazy-naruto  in Devil
 
 
ถ้าตัวหนังสือเล็กไป กด Ctrl พร้อม เลื่อน Scroll  Mouse ขึ้นนะคะ
 
สามารถใช้ได้กับทุก Page ที่อ่านเลยค่ะ ถ้าเจอ Page ไหน Font เล็ก

Devil Desire

ตอนที่ 20

 

Can you see my heart is bleeding....

every time I saw you scream with pain...

Blood keep running out of your nose....

I hate that....

I hate that I can’t protect you.....

.................................................

 

คืนวันที่ห้า เลือดสีดำยังคงไหลออกจากจมูกของเด็กหนุ่มจิ้งจอกเก้าหาง

แม้ว่าจะไม่ถี่และมากเท่าวันแรกๆก็ตาม  แต่ที่แย่คือนารุโตะยังอาเจียนออกมาเป็นน้ำสีดำด้วย

ผิวหนังเป็นจ้ำสีม่วงเพิ่มขึ้นจนซากุระต้องเข้ามาดึงพิษออกให้บ่อยๆ

ตามเนื้อตัวมีเหงื่อซึมออกมามากกว่าปรกติ

ปากของร่างที่นอนอยู่ซีดเซียวและแห้งผาก ดวงตาลึกโหล

มันคือระยะขับพิษที่ยาวนานดั่งนรก....

 

น้ำเกลือถูกเจาะเข้าที่หลังมือทั้งสองข้างแล้วเมื่อเช้า

จิไรยะเองก็เข้ามาหาหวังจะคลายผนึกที่กดจักระจิ้งจอกเก้าหางให้

เผื่อว่าร่างกายของนารุโตะจะได้ฟื้นตัวเร็วขึ้น ทว่าซึนาเดะก็ห้ามไว้ก่อน

“ร่างกายจะยิ่งปั่นป่วน..ฉันไม่อยากเสี่ยง รอให้พ้นอาทิตย์นี้ไปก่อนเถอะนะ”

นั่นคือเหตุที่โฮคาเงะสาวอธิบาย

 

ซาสึเกะนั่งนับวันเวลาอยู่อย่างเงียบเชียบ...คอยเฝ้าคนรักไม่ห่าง

มือแข็งแรงยังคงจับมือเล็กบางนั้นไว้หลวมๆ

“ขอโทษนะ...ที่ทำให้นายต้องเป็นห่วง” เสียงนั้นอ่อนระโหยโรยแรง

ซาสึเกะกุมมือบอบบางนั้นแน่นขึ้นให้กำลังใจ

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็หายนะ”

ใบหน้าขาวซีดยิ้มบางๆพลางบีบมือเขาตอบ ครู่เดียวก็ทำหน้าเศร้าลง ราวกับใคร่ครวญบางสิ่งอยู่

 

“ให้อภัยโอโรจิมารุเถอะนะ...อย่ากลับไปล้างแค้นเลย...นะ..ซาสึเกะ”

 

กล่าวราวกับจับความคิดของเขาได้  เด็กหนุ่มผมดำสนิทปิดปากเงียบไม่ได้ตอบรับ

จะให้ตอบออกไปได้ยังไง ในเมื่อเขาตั้งใจอย่างแน่วแน่แล้วว่าจะกลับไปที่โอโตะ

กลับไปทำในสิ่งที่นารุโตะขอร้องว่าอย่าทำ..

 

“โอโรจิมารุ..เขาไม่รู้หรอกว่ายามีผลข้างเคียง...แบบนี้”

“ทำไมนายถึงพูดเหมือนจะปกป้องหมอนั่น”

“ฉัน...แค่ไม่อยากให้มัน..จบลงด้วยเลือด...และการสูญเสียอีก..โอโรจิมารุ...ความจริงแล้ว น่าสงสารนะ...”

“แล้วนายไม่สงสารตัวเอง สงสารฉันหรือไง!!! ที่ต้องนั่งทนเห็นนายทรมานอยู่แบบนี้!!!”

ซาสึเกะสะบัดหน้าหนีลุกไปยืนข้างหน้าต่าง ไม่อยากจะฟังสิ่งที่นารุโตะพูด

ใบหน้าคมคายถมึงทึง มือกอดอกนิ่ง  นารุโตะเองก็เงียบไป......ครู่ใหญ่ของความเงียบงัน

 

เสียงสะอื้นเบาๆกระทบเข้าที่หูของร่างสูง ซาสึเกะถึงหันกลับไปที่ต้นเสียง....

หัวใจที่หนักอึ้งด้วยความโกรธเคือง..ก็พลันอ่อนยวบลง...

มือบอบบางนั้นยกปาดน้ำตาไปมา อีกข้างกุมผ้าห่มแน่น เหมือนพยายามจะกลั้นเสียงสั่งน้ำตาให้หยุด

“ฉันรัก...นาย....ฮึก...ถ้านายไป...ฮึก..แล้วไม่ได้กลับมา.....ฉัน..จะ...ฮึก..ทำยังไง....”

ประโยคหลุดออกมาอย่างกระท่อนกระแท่นและอู้อี้ 

 

เด็กหนุ่มนึกโมโหตัวเอง เขาไม่น่าเอาความโกรธมาลงกับนารุโตะทั้งที่ยังป่วยอยู่แบบนี้เลย

จำต้องเดินเข้ามากอดปลอบคนที่นั่งร้องไห้อยู่อย่างน่าสงสาร

“นายอย่ากังวลไปเลย...ฉันยังอยู่นี่แหละ...เราเลิกพูดเรื่องนี้ดีกว่านะ...”

พอริมฝีปากอุ่นจูบซับน้ำตาให้เท่านั้นแหละ นารุโตะถึงยิ้มออก

ร่างสูงจัดหมอนให้อีกฝ่ายนอนได้สบายขึ้น

ลูบหัวจนนารุโตะหลับไปอีกครั้ง 

 

ช่วงบ่ายวันต่อมาเขาขอซาอิให้ช่วยนัดช่างไม้กับนักออกแบบสวนมาให้เขา....

บ้านที่ถูกทิ้งร้างมานาน ฝุ่นจับหนาเตอะบนพื้นและเครื่องเรือน

ชานบ้านบางส่วนผุพังเพราะน้ำฝน เด็กหนุ่มอธิบายแบบห้องที่ต้องการตกแต่งซ่อมแซมใหม่

เหล่าช่างพยักรับ บางคนจดและวาดแบบร่างคร่าวๆให้ดู เมื่อตกลงได้เป็นที่พอใจทั้งสองฝ่าย

งานจึงเริ่มเดินในวันรุ่งขึ้นทันที....

 

และพอนารุโตะรู้ข่าวว่าเขาลงมือซ่อมแซมบ้านเป็นการใหญ่

ดูเหมือนรายนั้นจะเลิกกังวลเรื่องเขาจะกลับไปหาโอโรจิมารุไปโดยปริยาย

 

วันเวลาไหลผ่านไปช้าๆ เหมือนสายน้ำ นารุโตะอาการดีขึ้นเป็นลำดับ

หน่วยสอบสวนเข้ามาถามคำถามเด็กหนุ่มผมบลอนด์อีกหลายครั้ง

ผลสรุปพ้องต้องกันทั้งหมดว่า

 

“อุจิวะ ซาสึเกะ ไม่มีความผิดใดๆ

สามารถอยู่ในโคโนะฮะได้ในฐานะนินจาคนหนึ่งของหมู่บ้านนับแต่นี้เป็นต้นไป”

 

น่าขันที่พออยู่ที่นี่ได้โดยไม่มีชนักปักหลัง ใจเขากลับดิ้นรนอยากจะกลับไปสะสางสิ่งที่รบกวนใจ

ดวงตาสีอำพัน รอยยิ้มที่เหยียดเยาะ....มันยังคงเฝ้าหลอกหลอนเขาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน....

พยายามอย่างมากที่จะไม่แสดงออกว่าตนกำลังกังวลเวลาอยู่ต่อหน้านารุโตะ 

เขาคงจะเก็บงำมันไว้ได้ดี เด็กหนุ่มผมบลอนด์จึงดูไม่ระแคะระคายใจเลยแม้แต่น้อย

........................................

 

แสงจันทร์สาดส่องเข้ามาในห้องพัก  ซาสึเกะยังคงยืนนิ่งราวรูปปั้น

เป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วสำหรับทุกคนที่จะเห็นเขามาขลุกตัวอยู่แต่ในห้องพักคนไข้

และคอยนอนเฝ้านารุโตะในตอนกลางคืน

ดวงตาสีรัตติกาลทอดสายตาไปยาวไกล ฉากหมู่บ้านยามค่ำคืนช่างสงบสุขนัก.....

แต่เขาคงอยู่ดูมันได้อีกไม่นาน.....

 

บ้านของตระกูลซ่อมแซมด้านโครงสร้างเสร็จหมดแล้ว เหลือแค่ตกแต่งภายในเพิ่มเติม

ตู้เก่าเก็บและเครื่องเรือนผุๆพังๆขนย้ายออกไปจนหมด

โซนด้านหลังที่เป็นสวนญี่ปุ่นก็จัดแจงหาไม้ดอกไม้ประดับมาลงเสริมจนร่มครึ้มไปทั่ว

ไม่สนใจว่าจะต้องหมดเงินไปเท่าไหร่

 

แค่อยากจะทำให้มันดีที่สุดก่อนที่จะไป.......

 

มันคือของขวัญและของต่างหน้าชิ้นใหญ่....ที่เขาจะให้ได้.....

เพราะบ้านหลังนี้....เขาจะยกให้กับนารุโตะ

 

การไปที่ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาหรือไม่ บางทีอาจจะมีชีวิตรอดก็ได้...

แต่ก็ไม่รู้อยู่ดีว่าชีวิตนั้นจะยังเป็นตัวเขาเองหรือเป็นใครคนอื่น

หากโอโรจิมารุชนะ เขาเองก็ไม่รู้ว่าปีศาจตนนั้นจะทำอะไรบ้างเมื่อได้ร่างของเขาไปแล้ว

ทางที่ดีที่สุดคือเขาจะต้องชนะเท่านั้น!!!!

แต่หนทางมันก็ช่างดูยากเย็นเหลือเกิน.....

 

“อึ๊ก”

เสียงของร่างบนเตียงทำให้เด็กหนุ่มหลุดจากห้วงความคิดของตนเอง

เมื่อหันไปก็เจอนารุโตะตื่นขึ้นมาพร้อมกับพยายามใช้มือยันร่างตัวเองลงจากเตียง

ทำหน้าเบี้ยวเล็กน้อยเหมือนยังไม่ชินกับการขยับตัวมากๆ

“ลุกมาทำไม มีอะไรเรียกฉันก็ได้”  ร่างสูงเอ่ยขณะสอดแขนเข้าไปประคอง

“แย่จัง กะว่าจะเข้าไปกอดนายไม่ให้รู้ตัวซักหน่อย”

“หึ ตอนนี้ก็กอดอยู่แล้วไง” 

 

เด็กหนุ่มร่างบางมองสภาพของตนเองกับซาสึเกะก็ยิ้มขำ แขนแข็งแรงที่รัดประคองอยู่รอบเอว

กับมือของตนเองที่เกาะไหล่ของซาสึเกะแน่น

ดูยังไงมันก็เรียกว่า “กอดกันกลม” ล่ะนะ

“พาฉันไปดูวิวข้างนอกหน่อยสิ”

“ดึกแบบนี้ อากาศคงเย็น นายอยากไปจริงๆเหรอ” น้ำเสียงของเด็กหนุ่มอุจิวะค่อนไปทางไม่เห็นด้วยเท่าไหร่

“อื้อ...นอนอยู่แต่ในห้อง...อยากไปเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง...มันเบื่อน่ะ”

“งั้นรอแป๊บนึงนะ”

 

ร่างสูงเดินออกจากห้องไปไม่นานก็กลับมาพร้อมกับรถเข็นและผ้าคลุมผืนใหญ่

พยุงนารุโตะมานั่ง คลุมผ้ากันความหนาวให้เสร็จ ทั้งคู่จึงค่อยๆพากันลงมาที่ชั้นล่างของโรงพยาบาล

ซาสึเกะเข็นรถอย่างระมัดระวังขณะผ่านทางพื้นหินขรุขระที่พาไปยังสวนหลังโรงพยาบาล

ขนาดของสวนแม้ไม่ใหญ่มากนักแต่ก็ถือว่าจัดได้อย่างลงตัว

โรงพยาบาลคงจัดไว้สำหรับคนไข้ที่ต้องทำกายภาพบำบัดด้วย

เพราะบ้างด้านของสวนมีราวเหล็กคล้ายให้คนเกาะเดิน

 

เลือกม้านั่งที่มองเห็นท้องฟ้าได้กว้าง เยื้องไปทางซ้ายมีน้ำพุประดับเล็กๆ

เขาจอดรถเข็นของนารุโตะไว้ข้างๆตัว นั่งมองวิวท้องฟ้าและสวนยามค่ำคืน

พระจันทร์โผล่พ้นให้เห็นเพียงเสี้ยวเดียว

โชคดีที่ลมไม่แรงนัก ใบไม้ไหวปลิวไปมาช้าๆ ทั้งคู่มองเพลินไปตามทิวไม้เบื้องหน้า

ในความเงียบมีละอองไอความสุขไหลเวียนวนรอบๆตัว

ซาสึเกะจับมือนารุโตะไว้ กระชับแน่น ฝ่ายนั้นหันมามองเขาช้าๆ

 

“รู้มั้ย โอโรจิมารุน่ะ เขาเคยพาฉันมาชมจันทร์แบบนี้เหมือนกัน  อย่าเข้าใจผิดนะ 

ฉันแค่อยากให้นายรู้น่ะ..ว่าความจริงหมอนั่น...ก็ไม่ได้ไร้หัวใจอะไรนักหรอก”

 

เด็กหนุ่มร่างสูงยังคงเงียบไปครู่หนึ่ง

ซาสึเกะสังเกตเห็นว่านารุโตะเหมือนรอคอยปฏิกิริยาโต้ตอบจากเขา

คงคิดว่าเขาจะโกรธอีกกระมัง....ไม่ก็ทำไปเพื่อเช็คบางอย่างให้แน่ใจ

พอรู้เช่นนั้นจึงเอ่ยตอบด้วยเสียงสบายๆ

 

“นายนี่มัน..ใจดีเหลือเกินนะ”

“ชมหรือประชดเนี่ย”

“ก็ชมสิ” 

เด็กหนุ่มผมบลอนด์ยิ้มกว้าง จ้องมองดวงตาสีรัตติกาลของคนรัก

“ฉันดีใจนะ....ที่นายอยู่ด้วยกันกับฉัน....ที่นี่”

มันเป็นประโยคที่ทำให้ซาสึเกะสะอึก

นารุโตะจะไม่มีวันรู้จนกว่าวันสุดท้ายของเขาในโคโนะฮะจะมาถึง......

นั่งกันอยู่นานจนเห็นนารุโตะหาวอีกครั้งนั่นแหละ ทั้งคู่ถึงได้ตัดสินใจกลับเข้าไปพัก

 

สองเดือนผ่านไป....พอนารุโตะแข็งแรงขึ้นพอจะทนการปลดผนึกจักระจิ้งจอกเก้าหางได้

จิไรยะที่เดินทางไปสืบข่าวนอกเมืองจึงกลับมาดูอาการและจัดแจงปลดผนึกให้

เมื่อผนึกถูกปลด จักระถูกนำมาใช้ได้ดั่งเดิม

ร่างกายก็ยิ่งฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ซาสึเกะเฝ้ามองด้วยใจยินดี หัวใจที่ล้นความสุข

สายน้ำเกลือข้างหนึ่งถูกนำออกไป ผิวพรรณ สีหน้าดูมีชีวิตชีวากว่าเดิมมาก

แทบจะไม่อาเจียนแล้วในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา

 

ซากุระตรวจเช็คอาการให้ในช่วงหัวค่ำก่อนขอตัวกลับไปพักที่บ้าน

ปล่อยให้ซาสึเกะทำหน้าที่ดูแลนารุโตะต่อไป

เด็กหนุ่มร่างสูงลากโต๊ะปรับระดับได้มาไว้ข้างๆเตียงคนไข้

หยิบรูปถ่ายหลายใบออกมากองตรงหน้าของนารุโตะ

“นายว่ามันตกแต่งเป็นไงบ้าง”

เด็กหนุ่มร่างสูงเอ่ยถามนารุโตะพลางกระจายรูปถ่ายบนโต๊ะให้ดูง่ายขึ้น

ภาพแต่ละใบเป็นมุมต่างๆภายในบ้านของเขาเอง

มือขาวนวลยื่นออกมาหยิบรูปบางใบไปพินิจดูใกล้ๆ รอยจ้ำต่างๆบนผิวแทบจะไม่มีหลงเหลืออยู่แล้ว

 

“ห้องนั่งเล่นมุมนี้สวย มองออกไปเห็นสวนด้วย ดูโปร่งๆดี” นารุโตะออกความเห็น

 

“แล้วห้องครัวกับห้องทานข้าว ตกแต่งแบบนี้นายว่าไง”  เอ่ยพลางยื่นรูปอีกสองใบให้ดู

 

“หูยยย ชอบอ่ะ ถ้าตกแต่งงี้จริงนะ ฉันไปกินข้าวบ้านนายทุกวันเลย”

“ก็มาสิ...ที่แต่งบ้านใหม่เพราะกะจะให้นายมาอยู่นั่นแหละ”

“เฮ้ย ล้อเล่นอีกแล้วนะ ซาสึเกะ....ฉันจะไปอยู่ได้ไงล่ะ...บ้านฉันก็มี” 

“ก็ย้ายมาสิ..ไม่เห็นเป็นไรเลย”

พูดจบประโยคซาสึเกะก็ยื่นหน้าเขาไปใกล้ๆ หอมแก้มเด็กหนุ่มอีกคนที่กำลังหน้าแดงแจ๋

ไม่ช้าก็ใช้ริมฝีปากประทับรอยไว้ให้ที่ซอกคอ

 

“วันนี้นายรู้สึกเป็นไงบ้าง...ซากุระบอกฉันว่า....อีกไม่เกินอาทิตย์นายก็ออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว...”

เด็กหนุ่มเอ่ยเหมือนพึมพำขณะเลื่อนใบหน้าคลุกเคล้าไปบนแก้มและริมฝีปากของคนรัก

มือเริ่มดันโต๊ะออกไปอยู่ข้างๆแทน นารุโตะเองก็กอดคอเขาไว้ไม่ยอมปล่อย ดึงเขาลงไปแนบชิดยิ่งขึ้น

เผยอริมฝีปากตอบรับจุมพิตนั้นอย่างเต็มที่

 

 “ฉันรู้สึกดีขึ้น....มากแล้วล่ะ..วันนี้กินได้เยอะเลย”

“ดีแล้วล่ะ..”

“อย่าลืมนะ ราเม็ง ที่สัญญาว่าจะเลี้ยงฉันน่ะ”

“ไม่ลืมหรอกน่า ป่วยแล้วยังจะเห็นแก่กินอีกนะนาย”

“ก็คิด..อยากจะไปกิน..กับนาย..มาตลอดเลยนี่นา..”

เอ่ยทั้งที่ยังคงอิงแอบอยู่กับอกกว้างและอบอุ่นของซาสึเกะ

พอเด็กหนุ่มเจอใบหน้ากับน้ำเสียงอ้อนๆของคนรักที่แสดงความไม่รู้เรื่องรู้ราว

กับสิ่งที่เขาตัดสินใจจะทำต่อจากนี้....

 

ซาสึเกะจึงไม่อาจจะพูดอะไรได้อีกนอกจากซุกหน้าอยู่กับไรผมสีทองเนิ่นนานแล้วจูบลงที่กลางกระหม่อม

สัญญาน่ะ เขาไม่ลืมหรอกแต่ว่า...ทำให้ไม่ได้....เขากำลังจะไปในคืนนี้แล้ว

...ได้แต่หวังว่าจะได้กลับมา...ทำตามสัญญา

บ้านของเขาก็เรียบร้อยแล้ว นารุโตะก็อาการดีวันดีคืน...เขาไม่มีอะไรต้องห่วงหามากนัก...

หากจะไม่ได้กลับมา คนรักของเขาก็จะยังคงอยู่ได้ไม่เดือดร้อน....

 

เมื่อนารุโตะหลับสนิท เด็กหนุ่มผมดำสนิทจุมพิตอีกครั้งที่ริมฝีปากนุ่มนั้น....ก่อนหักใจผละออกมา

ร่างสูงปราดเปรียวลอบออกจากโรงพยาบาลเงียบๆ

ซาสึเกะกระชับดาบแน่น มุ่งหน้าสู่ประตูใหญ่หน้าหมู่บ้าน

แต่ก่อนที่จะไปเขามีธุระที่จะต้องทำอีกเพียงอย่างเดียว

 

ก็อกๆๆ

เด็กสาวเรือนผมสีชมพู แง้มประตูบ้านออกมา นึกสงสัยว่าใครมาเรียกเอาดึกดื่นเช่นนี้

เมื่อเห็นซาสึเกะยืนคอยอยู่ที่ด้านนอกสีหน้าดูอึดอัดเล็กน้อย เธอจึงถาม

“มีอะไรรึเปล่า ซาสึเกะคุง”

“ขอเวลาแป๊บนึงได้มั้ย ฉันขอคุยอะไรด้วยหน่อย”

ท่าทางเด็กหนุ่มเหมือนอยากจะออกไปคุยนอกบ้านเสียมากกว่า ซากุระจึงตามออกไป

รู้สึกผิดสังเกตที่อีกฝ่ายเอาแต่อมพะนำ

 

เด็กหนุ่มหยุดยืนใกล้ๆกับที่นั่งม้าหินสาธารณะไม่ไกลจากบ้านของซากุระนัก

 ผายมือเป็นสัญญาณให้เด็กสาวนั่งลง

ซากุระทำตามแต่โดยดี หากดวงตาเต็มไปด้วยความสงสัยในตัวเด็กหนุ่มเพื่อนของเธอ

“ซากุระ ฉันฝากนารุโตะด้วยนะ”

“เดี๋ยวก่อนแล้วนายจะไปไหน”

เด็กหนุ่มร่างสูงนิ่งงัน ดวงตาหรุบต่ำ ไม่แม้แต่จะสบตาเด็กสาวเพื่อนร่วมทีม

“ฝากนี่ไว้ให้นารุโตะด้วย”

 

ซากุระยื่นมือออกไปรับสิ่งที่เด็กหนุ่มอุจิวะมอบให้  กุญแจสีเงินสองดอก วางอยู่ในมือเธอ

“นี่มันอะไรกัน”

“บ้านของตระกูลอุจิวะฉันยกให้นารุโตะ”

เด็กสาวเข้าใจสถานการณ์ทุกอย่างในทันที

ซาสึเกะตัดสินใจจะกลับไปที่โอโตะเพื่อสะสางเรื่องของโอโรจิมารุและมีชีวิตตัวเองเป็นเดิมพัน....

 

“...อย่าทำแบบนี้ได้มั้ย...อย่าทำราวกับว่าจะไม่กลับมา....”

 

เด็กหนุ่มมีสีหน้าลำบากใจ แต่ก็ยังหันหลังก้าวต่อไปข้างหน้า

“ฉันไม่ยอมหรอกนะ!!”

เด็กสาวกระโดดเข้ามาดักหน้า ขว้างเข็มอาบยาสลบออกไปทันที

ซาสึเกะไวไม่แพ้กันชักดาบคุซานางิขึ้นมาสะบัดเพียงครั้งเดียวก็กันไว้ได้หมด

ซากุระไม่เว้นช่องว่างเข้าประชิดตัวชกเข้าที่สีข้างของเด็กหนุ่มร่างสูง

ร่างนั้นสลายกลายเป็นควัน

 

“ร่างโคลนงั้นเหรอ!!”

หันมองไปรอบตัวหาเงาของเด็กหนุ่ม รู้ทั้งรู้ว่าถ้าสู้กันจริงๆยังไงก็ต้องแพ้

ซาสึเกะว่องไวยิ่งกว่า ลอบเข้าหาซากุระจากด้านหลัง เข็มยาสลบเมื่อครู่ถูกเด็กหนุ่มชิงมาใช้

 

“กึก!!”

 

“ซา...สึเกะ...คุง”

 

ร่างของเด็กสาวร่วงลง โดยซาสึเกะยังคงช่วยพยุงไว้ไม่ให้กองกับพื้น

มือของเธอกุมที่ต้นคอที่มีรอยเข็มเล็กๆอยู่  

รู้ว่าซาสึเกะกะกำลังมือของตนไม่ให้เผลอกดแรงเกินไป

ปริมาณยาแม้ไม่ถึงกับสลบแต่ก็ทำให้เธอขยับตัวได้ยาก

 

เนื้อตัวสั่นราวกับคนหมดแรงแต่พยายามฝืนขยับตัว แขนข้างหนึ่งยกขึ้นคว้าเสื้ออีกฝ่ายไว้แน่น

นัยน์ตาสีเขียวเหลือบมองก็พบกับใบหน้าของคนสำนึกผิด

ซาสึเกะกำลังจะไปแล้ว....และเธอก็ทำอะไรไม่ได้อีกเช่นเคย.....

น้ำใสๆรื้นขึ้นมาเต็มนัยน์ตาก่อนจะไหลลงอาบแก้ม

 

“ฮึก ฮึก...นายจะทิ้งฉัน...ทิ้งนารุโตะ....อีกแล้ว หยั่งงั้นใช่มั้ย.....ฮึก...ทำไม...”

 

“....มันจำเป็น.....ฉัน...ขอโทษนะ...”

 

“เธอ..ไม่สงสาร..ฮึก..นารุโตะเลย...ใจร้าย...ฮึก”

 

กำปั้นที่ไร้เรี่ยวแรงทุบลงบนไหล่กว้างหลายครั้ง

สีหน้ากล้ำกลืนของซาสึเกะยิ่งทำให้เด็กสาวสะอื้นหนัก

 

“ตราบใดที่โอโรจิมารุยังอยู่...นารุโตะ..ไม่มีวันปลอดภัย....ได้โปรดซากุระ...เข้าใจฉันทีนะ...

แล้วก็...ช่วยดูแลนารุโตะ..แทนฉันด้วย...และสุดท้ายฝากบอกเขาด้วย....ว่า......”

 

สติของเด็กสาวเรือนผมสีชมพูเริ่มพร่าเลือนหากเสียงที่ดังก้องอยู่ในหูกลับชัดเจนยิ่งนัก

คำพูดที่ฝากฝังไว้กับเธอเพื่อส่งผ่านให้กับคนที่เด็กหนุ่มอุจิวะคนนี้รักหมดหัวใจ.....

 

 

“หัวใจของฉันจะอยู่ที่นี่เสมอ....ตลอดไป...และถ้าไม่ตาย....ฉันจะกลับมา...”

 

 

อยากจะตะโกนออกไปว่า ทำไมถึงไม่ไปบอกนารุโตะเอง

ทำไมจะต้องมาฝากฝังสิ่งที่พูดได้ยากแบบนี้กับเธอด้วย

 

เธอไม่อยากพูดในสิ่งที่รู้ทั้งรู้ว่ามันทำร้ายนารุโตะให้ต้องเจ็บปวดแทบใจสลาย

เธอไม่อยากจะรับหน้าที่นี้เลย....

 

แต่ถ้าไม่ใช่เธอ ใครจะทำได้ดีเท่า......

ซาสึเกะคุงคงคิดแล้วคิดอีกสินะ กว่าจะตัดสินใจทำแบบนี้............

 

ความมืดมิดเข้าครอบคลุม....สัมผัสสุดท้ายคือนิ้วเรียวแกร่งนั้นปาดน้ำตาที่ซึมไหลให้เบาๆ

 

....TBC.....

 

โอ้~~~ ซาสึเกะ มันไปซะแล้ว

แล้วนารุโตะกับซากุระจะทำยังไงต่อไปดีล่ะเนี่ย<-- เอ็งเป็นคนแต่งแล้วเอ็งจะถามไผ

 

จบไปอีกหนึ่งตอนแล้วค่ะ

เริ่มรู้สึกว่า เฮียเกะพระเอกของเรื่องนี่ชอบหนีซะจริง

ทั้งที่ใกล้ตอนจบเข้าไปทุกทีแล้วนะเนี่ย

สุดท้ายจะลงเอยยังไง

จะ Tragedy หรือ Happy Ending รอลุ้นนะคะ

............................................

 

ส่วนเรื่องรวมเล่มตอนนี้ก็ยังคงวาดภาพประกอบด้านในอยู่ค่ะ

มีทั้งสีและขาว ดำ (ชิวะวาดช้างานเลยไปทีละนิดเดียวเอง)

แล้วจะมาบอกข่าวอีกทีนะคะ


 


edit @ 19 Jul 2011 20:00:06 by ชิวา

ปก Devil Desire จ้า

posted on 08 Jul 2011 17:57 by crazy-naruto  in Devil
 
ลองวาดๆจัดๆดูได้ประมาณนี้
 
ตอนนี้นั่งวาดภาพประกอบในเล่มอยู่จ้า
 
ไว้เดี๋ยวจะเอาตัวอย่างมาให้ดูอีกทีน้อ
 
 
 
 
อันนี้ว่าจะแถมเข้าไปให้ด้วยค่ะ
 
 
กำลังอยู่ในช่วงทำภาพประกอบด้านในค่า
 
ฟิคยังปั่นอยู่ถ้าจบตอนแล้วจะมาลงให้อ่านนะคะ
 
 
ขอบคุณที่ติดตามค่าาาา (โค้งงามๆให้หนึ่งที)

edit @ 10 Jul 2011 23:27:51 by ชิวา

Devil Desire 19 [100%!!แล้วเจ้าค่ะ]

posted on 27 Jun 2011 23:57 by crazy-naruto  in Devil

 

Devil Desire

ตอนที่  19

 

เคยชินกับการใช้ชีวิตด้วยความแค้นและการล้างแค้น......

ตอนนี้เลือกที่จะรักและอยู่กับคนที่รัก....

ทว่าความรักที่เขามีให้นารุโตะนี้จะนำไปสู่การล้างแค้น

ปีศาจที่เคยทำร้ายคนรักของเขา......โอโรจิมารุ......

“ความเป็นผู้ล้างแค้น” อย่างไรก็ยังตกค้างอยู่ในตัวเขา...

ไม่อาจจะล้างชำระให้หายไปได้เลย...

................................

..............................................

..........................................................................

 

“ซากุระจัง ช่วยมาทางนี้แป๊บนึง”  

หน่วยแพทย์หญิงคนหนึ่งที่กำลังตรวจร่างกายให้นารุโตะเปิดประตูออกมา 

สีหน้าของเธอไม่สู้ดีนัก สรรพนามที่ใช้เรียกทำให้ซาสึเกะรู้ว่าสนิทกับซากุระพอสมควร

“ค่ะ รุ่นพี่”

เด็กสาวตามเข้าไปถึงในห้องตรวจ เธอชำเลืองมองร่างที่นอนนิ่งอยู่ 

 ครั้งหนึ่งดวงตาสีฟ้าคู่นั้นเคยมองเธอด้วยความห่วงใยและมุ่งมั่น 

หากบัดนี้กลับปิดสนิท ความสดใสเต็มเปี่ยมด้วยพลัง ความมีชีวิตชีวาไม่เหลือเค้าอยู่บนร่างนั้นเลย

“ผลตรวจออกมาว่า ร่างกายได้รับสารเสพย์ติดเป็นเวลานาน....แล้วก็มีพิษสะสมในตับค่อนข้างมาก” 
 

แพทย์สาวรุ่นพี่เอ่ย สีกน้ากระอักกระอ่วนใจ

“แต่เราไม่รู้ว่าชนิดไหน....เลยใช้ยาสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้”

ซากุระนิ่งงันไม่คาดคิดมาก่อนว่าอาการของเพื่อนรักของเธอจะย่ำแย่ขนาดนี้

“ลองใช้จักระอัดเข้าไปขับพิษโดยตรงก็ไม่ได้...ร่างกายของนารุโตะอ่อนแอเกินไป”

“แล้วถ้าเราขับพิษโดยธรรมชาติ แล้วก็ใช้เจ้านี่ล่ะคะ”

แพทย์สาวรับห่อกระดาษขนาดย่อมมา แหวกออกดู พืชลักษณะคล้ายใบชาอบแห้งอัดแน่นอยู่ข้างใน 
 

ดวงตาของเธอเบิกกว้างเมื่อรู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร

“หญ้าขนตามังกร..นี่มัน..ได้มาได้ยังไง ของหายากแบบนี้ แถมยังเยอะขนาดนี้”

“ซาสึเกะได้มาจากที่โอโตะค่ะ”

“ดีเลย...รอให้นารุโตะเขาฟื้นก่อน ค่อยต้มให้เขาดื่ม...เคสนี้ยกเป็นหน้าที่เธอเลยแล้วกัน” 
 

น้ำเสียงนั้นเจือความเอ็นดู “เธอเองก็คงอยากดูแลเพื่อนด้วยตัวเองใช่มั้ยล่ะ”

ซากุระพยักหน้ารับพลางยิ้มกว้าง

“ขอบคุณมากค่ะ รุ่นพี่” 

“พืชชนิดนี้แม้จะใช้ได้ผลดีแต่ก็หฤโหดกับคนกินอยู่นะ....

เธอจะว่ายังไงถ้าต้องมัดนารุโตะเขาไว้กับเตียงเวลาอาการ อยากยา กำเริบ...”

สีหน้าของรุ่นพี่จริงจังขึ้น ซากุระอ้ำอึ้งเพราะก็เคยได้ยินมาบ้างถึงสรรพคุณของตัวยาชนิดนี้  

ยาขับพิษที่ดีที่สุด” แต่เด็กสาวกลับคิดว่าน่าจะเรียก “รีดพิษ”ซะมากกว่า 

คนที่รับยานี้ร่างกายจะขับพิษออกทุกทางที่ออกได้  

ผิวหนังจะกลายเป็นจ้ำม่วงคล้ำเนื่องจากพิษถูกขับออกทางผิวหนัง

บางรายถึงขนาดอาเจียนออกมาเป็นเลือดสีดำก็ยังมีให้เห็น

ขึ้นอยู่กับความแรงของพิษที่ได้รับ ระหว่างการขับพิษต้องเจาะให้น้ำเกลือบนมือทั้งสองข้าง

และพยายามให้คนไข้จิบน้ำอยู่เรื่อยๆ ซากุระปล่อยให้รุ่นพี่เธอตรวจดูอาการของนารุโตะต่อ

ส่วนเธอนำเรื่องทั้งหมดมาเล่าให้ซาสึเกะฟัง เด็กหนุ่มทำได้แค่ถอนใจอย่างคนหมดทางเลือก

ไม่ทันที่จะได้พูดปลอบใจอะไร หน่วยลับที่ขึ้นตรงกับโฮคาเงะก็ปรากฏกายขึ้นสองสามคนในทันที

 

“ท่านโฮคาเงะมีคำสั่งให้นำตัวอุจิวะ ซาสึเกะไปเข้าพบ ”

“เดี๋ยวสิ ไหนบอกจะยังไม่มีการสอบสวนไงล่ะ” ซากุระเถียงขึ้นทันควัน

“คำสั่งมีการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากทางเบื้องบนรู้แล้วว่า อุจิวะ ซาสึเกะซึ่งเป็นนินจาแยกตัวได้กลับเข้ามาในหมู่บ้าน”

 

เด็กหนุ่มร่างสูงได้แต่ยืนฟังปล่อยให้หน่วยลับล็อคตัวเอาไว้

โซ่ถูกคล้องไว้ที่มือทั้งสองข้างแล้วไพล่ไว้ที่หลัง ดาบคุซานางิถูกยึด ซาสึเกะไม่ได้มีท่าทีขัดขืนแต่อย่างใด 

แต่เป็นซากุระต่างหากที่รีบเอาตัวเข้ามาขวางระหว่างทั้งสองฝ่ายพร้อมแผดเสียงลั่น 

ลืมตัวไปแล้วว่าอยู่ในโรงพยาบาล

“อะไรกัน ซาสึเกะเป็นคนพานารุโตะกลับมานะ!!! ไม่มีเหตุผลเลยที่มาจับกันแบบนี้!!!”

“คำสั่งต้องเป็นคำสั่ง ผมแค่ทำตามหน้าที่คุณซากุระอย่าโกรธกันเลยนะครับ”

“พอเถอะ ซากุระ...ฉันจะไป.....ก็ดีเหมือนกันจะได้รู้กันไปเลยว่าจะเอายังไง...”

“งั้นฉันไปด้วย”

“ไม่ต้อง เธออยู่ที่นี่แหละ....ฝากดูแลนารุโตะทีนะ....”

 

จำยอมทำในสิ่งที่ซาสึเกะขอร้อง เด็กสาวกำมือแน่น

ทุกข์ใจที่ได้แต่มองเด็กหนุ่มผมดำเดินตามหน่วยลับไป

โดยที่ตัวเองช่วยอะไรไม่ได้เลย ได้แต่หวังว่าคงจะไม่เป็นไร  

หวังว่าซาสึเกะจะกลับมาอย่างปลอดภัย 

เธอไม่อยากเห็นนารุโตะต้องเสียน้ำตาอีกแล้ว  

นารุโตะต่อสู้มาตลอดเพื่อพาซาสึเกะกลับมา 
อุตส่าห์ตามไปจนเจอ  ยอมอดทนอยู่ที่โอโตะในฐานะเชลย

สุดท้ายได้กลับมาที่โคโนะฮะด้วยกันแล้วแท้ๆ

ยังต้องมาเจอการสอบสวนบ้าบอเรื่องนินจาแยกตัวนี่อีกเหรอไง!!!

หากซากุระยังเชื่อตราบใดที่โฮคาเงะรุ่นที่ห้าอาจารย์ของเธอยังอยู่  

เรื่องน่าจะคลี่คลายด้วยดี 

ตอนนี้สิ่งที่เธอทำได้ก็คงจะมีแต่...

คอยดูแลอาการของนารุโตะอย่างดีที่สุดเท่านั้นเอง....


ซาสึเกะสังเกตว่าที่ที่เขาถูกพามาไม่ใช่ห้องของโฮคาเงะ หน่วยลับผลักประตูเข้าไป

กึ่งจูงกึ่งลากเขาไปนั่งกลางห้องโถงรูปครึ่งวงกลม

โถงนั้นกว้างพอประมาณ นินจาที่พาตัวเขามาถอยหลังตั้งการ์ดคุมเชิงเอาไว้

โฮคาเงะสาวนั่งอยู่เบื้องหน้าตรงกลางของโต๊ะที่ยาวไปตามความโค้งของห้อง  

รอบข้างทั้งซ้ายและขวาเป็นหน่วยสวบสวนทั้งก๊ก

แต่ที่สะดุดใจซาสึเกะคือผู้เฒ่าชายหญิงสองคนที่นั่งอยู่เบื้องหลังของโฮคาเงะสาว

 

‘ เบื้องบนที่ว่าก็คงจะเป็นสองคนนี้งั้นสินะ’ ซาสึเกะคิด

เด็กหนุ่มยิ้มที่มุมปาก นี่เขาคงจะถูกลากมาที่ห้องสอบสวบกลางโคโนะฮะเป็นแน่

ไม่นึกเลยว่าแค่การที่เขาก้าวเข้ามาที่หมู่บ้านเพียงชั่วครู่

จะสร้างความตื่นตระหนกให้คนอื่นมากขนาดนี้

แต่ก็สมเหตุสมผลแล้วล่ะ.....

นารุโตะที่เป็นภาชนะจิ้งจอกเก้าหางกับทายาทตระกูลอุจิวะอย่างเขา

ผู้สืบทอดเนตรวงแหวนที่สามารถควบคุมจิ้งจอกเก้าหางได้ 

ใครๆก็ต้องคิดว่ามันเป็นแผนแน่ล่ะ

นั่งอยู่เพียงโดดเดี่ยวท่ามกลางสายตาระแวงระวังของทีมสอบสวน

หากใจของเด็กหนุ่มกลับเฉยชา...

ไม่มีอะไรจะทำให้เขาสะทกสะท้านได้อีกยกเว้นเรื่องของนารุโตะ

เพียงคนเดียวเท่านั้น....  

“ขอถามหน่อยว่าทำไมเธอถึงกลับมา” คำถามแรกนั้นห้วนในน้ำเสียงยิ่งนัก

“เพราะนารุโตะต้องอยู่ที่นี่”

“เธอไปพบกับนารุโตะได้ยังไง ลองเล่ารายละเอียดมาซิ”

ทำได้แค่ตอบออกไปตามความจริงทั้งหมด

เรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นที่โอโตะซาสึเกะเล่าทุกอย่างเท่าที่ตนเองประสบมา

ทุกคำตอบไหลรินด้วยสีหน้าวางเฉยราวกับยอมรับในชะตากรรม

นาฬิกาบนผนังเดินไปเรื่อยๆจนบอกเวลาเกือบตีสอง

การสอบสวนก็ไม่มีทีท่าว่าจะจบลง

 

“แล้วเราจะมั่นใจได้ยังไงว่าสิ่งที่เธอพูดทั้งหมดเป็นความจริง..

เธอเป็นคนช่วยพลังสถิตร่างออกมาจริงๆไม่ใช่แผนของโอโรจิมารุ”  

 

เป็นคำถามแรกที่ซาสึเกะเงียบ เป็นความจริงที่เขาไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยันได้เลย

โฮคาเงะสาวที่นั่งนิ่งฟังอยู่นานกลับเริ่มขยับตัว

ก่อนเอ่ยคำถามที่ทำให้ทั้งห้องสอบสวนนั้นเงียบอึ้งกันไปหมด

 

“เธอรักนารุโตะรึเปล่า”

 

สีหน้าเรียบนิ่งของเด็กหนุ่มเจ้าของเนตรวงแหวนก็แปรเปลี่ยนไปฉับพลัน

แววตาที่มุ่งมั่นและน้ำเสียงที่เคร่งขรึมตอบออกไปอย่างดัง

“รักยิ่งกว่าชีวิตของผมเอง!!”

เสียงกระชิบกระซาบดังขึ้นในหมู่นินจาหน่วยสอบสวนทันที

ซาสึเกะไม่สนใจว่าใครจะพูดและคิดยังไงเรื่องระหว่างเขากับนารุโตะ

เพราะมันเป็นความจริง....คือหลักฐานที่ไร้ซึ่งรูปธรรมใดสิ้น...

แต่เป็นความจริงที่อยู่ในหัวใจของเขา...

ไม่มีทางจะควักออกมาให้ใครดูได้หรอก....

 

“ท่านซึนาเดะจะเอาอย่างไรดีครับ”  นินจาที่นั่งข้างๆเธอเอ่ยถาม

หญิงสาวลุกขึ้นจากที่นั่งชำเลืองสายตาไปทางด้านหลังที่มีผู้เฒ่าสองคนนั่งอยู่

ซาสึเกะคิดว่าสายตานั้นเหมือนคนกุมชัยชนะเอาไว้

 

 

“ขอประกาศให้ปล่อยตัวซาสึเกะไปก่อน

ระหว่างรอให้นารุโตะอาการดีขึ้นพอจะให้ปากคำเพิ่มเติมได้..

ระหว่างนั้นเพื่อความปลอดภัยฉันจะจัดหน่วยพิเศษขึ้นเพื่อตามดูพฤติกรรมของเธอ

จนกว่าจะมั่นใจว่าไม่เป็นพิษภัยต่อหมู่บ้าน..

หลังจากนั้นค่อยปล่อยตัวเป็นอิสระ...มีใครจะคัดค้านหรือไม่!!!”

 

ลองโฮคาเงะสาวประกาศกร้าวขนาดนี้ ใครหน้าไหนหรือจะกล้าคัดค้าน

ก็มีแต่เพียงใบหน้าที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่บ้างในบางคน

 

“เป็นอันว่ามติเป็นเอกฉันท์...ทุกคนแยกย้ายกลับได้....ขอบคุณมาก”

สิ้นเสียงโฮคาเงะสาว ทุกคนเริ่มลุกแยกย้ายกันไป นินจาหน่วยลับที่คุมตัวเขามา

ปลดโซ่ที่ข้อมือให้ ซาสึเกะรับดาบคู่ใจมาไว้ในมืออีกครั้ง

 

“ยินดีด้วยนะครับ” เสียงลอดออกมาจากภายใต้หน้ากากนั้นเบาเพียงกระซิบ

“นายนั่นเอง...” เด็กหนุ่มพึมพำก่อนมองไปที่ที่ผู้เฒ่าทั้งสองอยู่

หากบัดนี้ไม่มีใครแล้ว ในห้องเหลือเพียงแค่โฮคาเงะกับเขาและนินจาหน่วยลับอีกคน

เด็กหนุ่มอุจิวะยังสงสัยว่าจะมีอะไรต่อจากนี้อีกหรือไม่

เพราะทุกอย่างดูง่ายดายไปหมด ไม่ถูกฆ่า ไม่มีการลงโทษใดๆ

จากนี้จะมีแค่หน่วยพิเศษคอยจับตาดูแค่นั้นเอง

เหมือนกับว่ามันเป็นแผนที่ถูกวางเอาไว้เพื่อเขาและนารุโตะ....

 

กึก กึก กึก

เสียงส้นสูงกระทบกับพื้นสะท้อนไปทั่วห้องที่เงียบสงบลง

ซึนาเดะเดินเข้ามาหาเอ่ยกับนินจาหน่วยลับที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวด้านหลังเขา

“ซาอิ ช่วยพาซาสึเกะไปพักก่อนแล้วกัน....”

“ครับ”  เด็กหนุ่มผิวขาวถอดหน้ากากออกเผยให้เห็นใบหน้า ยิ้มกริ่ม ตามปรกติ

“แล้วบ้านของตระกูลอุจิวะ...” ซาสึเกะเอ่ยไม่ทันจบประโยคก็โดนตัดบท

 

 

“รายละเอียดถามซาอิเอาแล้วกัน ฉันต้องไปดูอาการของนารุโตะต่อล่ะ...

กว่าจะสะสางทางนี้เสร็จ เหนื่อยจะแย่” 

ทั้งสามคนเดินออกจากห้องสอบสวนพร้อมกัน

หญิงสาวผู้นำหมู่บ้านหายตัวไปในทันทีที่ออกมานอกห้อง

 

เมื่อรู้ว่าสามารถอยู่ที่นี่ได้

อยู่กับนารุโตะได้...

หัวใจของซาสึเกะก็ลิงโลดขึ้นมา อยากจะกลับไปที่โรงพยาบาลเสียเดี๋ยวนี้

แต่ร่างกายที่อดทนต่อความกดดันหลายๆอย่างมานานเริ่มออกอาการ

ซาสึเกะชักจะรู้สึกเหนื่อยๆเล็กน้อย ถ้าได้พักสักครู่จะได้มีแรงไปเฝ้านารุโตะต่อได้

....คิดได้อย่างนี้จึงยินยอมทำตามที่โฮคาเงะสาวสั่งแต่โดยดี

 

หมู่บ้านที่เงียบสงบมีเพียงแสงไฟจากเสาไฟฟ้าและจากร้านสะดวกซื้อ

ทั้งคู่เดินเลาะลงมาตามเนินถนนมุ่ง

สู่อพาร์ทเม้นท์ของเด็กหนุ่มจิ้งจอกเก้าหาง

“ความจริงฉันพักที่บ้านของฉันเองก็ได้” ซาสึเกะเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ

 

“อย่าดีกว่าครับ..บ้านของคุณทรุดโทรมลงไปมาก...มีหลายส่วนต้องซ่อมแซม

พวกเรามีเวลาน้อยเลยตัดสินใจให้คุณพักที่ห้องของนารุโตะไปก่อน

...หวังว่าคุณคงจะไม่ว่าอะไร...”

 

“เรียกซาสึเกะเฉยๆก็พอ...นายเองยังเรียกนารุโตะเฉยๆเลยนี่”

“อ้า...นั่นสินะครับ..ผมเคยอ่านเจอในหนังสือ...อาการแบบนี้เขาเรียกว่า..หึง..ถูกมั้ยครับ”

เด็กหนุ่มอุจิวะชักสีหน้าขึ้นเล็กน้อย

นานแล้วที่ไม่มีใครพูดจาตรงๆกับเขาแบบนี้เลยไม่สู้จะชินนัก

อีกฝ่ายก็ดันวางสีหน้าซะใสซื่อเหมือนเด็กนักเรียนวิเคราะห์งานส่งครูก็ไม่ปาน

ทำเอาเด็กหนุ่มเจ้าของเนตรวงแหวนตอบอะไรไม่ถูกนอกจาก

“ก็อาจจะใช่มั้ง” 

 

ขึ้นบันไดจนมาถึงทางเดินยาวชั้นบนสุด หยุดยืนที่หน้าห้องของนารุโตะ

 แปลกใจที่ประตูแง้มเปิดเข้าไปราวกับไม่ได้ล็อกเอาไว้

ภายในเปิดไฟสว่างจ้า เด็กหนุ่มอุจิวะก้าวเท้าเข้าไปยืนอยู่กลางห้องที่ถูกจัดไว้เป็นส่วนครัว

ไม้ถูพื้นกับถังน้ำวางไว้  จากสภาพพอจะเดาได้ว่าเพิ่งทำความสะอาดเสร็จไปหยกๆ

มองลอดไปทางช่องประตูที่เป็นทางเดินเชื่อมไปห้องน้ำและห้องนอน

คิบะที่ถือถุงขยะใบใหญ่ก็โผล่ออกมาพอดี

“ฮะ!!! นาย...ซาสึเกะ!!!!”

เด็กหนุ่มอ้าปากร้องอวดเขี้ยวสวยให้เห็นทีหนึ่งก่อนวิ่งตึงตังกลับไปทางเดิม

“ฮินาตะๆๆ เจ้าซาสึเกะมาแล้ว!!!!!”

ร่างของเด็กสาวผมดำยาวโผล่ออกมาอีกคนพร้อมไม้ปัดฝุ่นในมือ

เด็กหนุ่มอุจิวะหันมามองหน้าซาอิเพื่อขอคำตอบว่า นี่มันอะไร

...ทำไมสองคนนั่นถึงมาอยู่ที่นี่ เด็กหนุ่มผมสีดำตัดไว้สั้นยิ้มกริ่มอีกรอบ

 

“มาช่วยทำความสะอาดไงครับ”

“รู้แล้วแต่...ไม่ต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้...”

 

“ไม่ได้หรอกครับ...คุณเองน่าจะรู้ดีว่าห้องของนารุโตะปรกติเป็นยังไง

..แถมยิ่งช่วงที่เจ้าของไม่อยู่อีกเป็นเดือนๆ...ยังไงก็ต้องทำครับ

..ไม่งั้นอยู่ไม่ได้แน่ๆ”

 

อยู่ๆก็อยากจะขำให้กับหน้ากลุ้มใจจริงจังของซาอิขึ้นมาเมื่อพูดถึงสภาพห้องของคนรักของเขา

“ฉันรู้เรื่องจากครูคาคาชิเขาน่ะจ้ะ..เราเลยอาสากันมาช่วยทำความสะอาดห้องให้

..เพราะเดี๋ยวไม่ซาสึเกะคุงก็นารุโตะคุงคงต้องมาพักเอาแรงแน่ๆ” 

ฮินาตะเอ่ยขึ้นขณะเดินออกมาพร้อมกับเด็กหนุ่มเพื่อนร่วมทีม

เสียงของเธอออกจะเหนียมอายเหมือนอย่างที่เคย

 

“เสียดายคนอื่นไปทำภารกิตนอกเมืองยังไม่กลับกันมา

เลยไม่รู้ข่าวว่านายสองคนกลับมาแล้ว”  คิบะเสริม 

เด็กหนุ่มอุจิวะมองเสื้อผ้าทั้งคู่ที่เปรอะไปด้วยฝุ่น.....

เพิ่งจะรู้ตัวว่าบรรยากาศอบอุ่นในโคโนะฮะและการกลับมาอยู่ในสถานที่ที่คุ้นเคย

แวดล้อมไปด้วยผู้คนที่รู้จักกันมาตั้งแต่เป็นแค่เกะนิน

มันทำให้ความแข็งกร้าวในตัวเขาอ่อนจางลงไป....

 

คนที่เคยอยู่ในหนองน้ำเยียบเย็นแห่งความชิงชัง

เคยชินกับการดำดิ่งลงไปก้นบึ้งแห่งความมืด....

อยู่ดีๆดวงตะวันก็สาดแสงลงมา มืออบอุ่นฉุดดึงขึ้นสู่พื้นหญ้านุ่ม....

 

ที่นี่มีรักรอคอยอยู่เสมอแท้ๆ...ครู เพื่อนๆ นารุโตะ....

ทำไมถึงไม่เคยจะมองเห็น.......

“คุณซาสึเกะ...”

น้ำใสๆไหลออกมาจากดวงตาสีนิลโดยไม่รู้ตัว...

ไม่เข้าใจว่าทำไมตนเองถึงบ่อน้ำตาตื้นนักตั้งแต่มาถึงที่นี่

 

“ขอบคุณมากนะทุกคน”

 

เด็กหนุ่มร่างสูงโค้งลงอย่างอ่อนค้อมพาเอาเพื่อนๆต่างรู้สึกขัดเขินกันไปหมด

เพราะซาสึเกะตอนนี้ต่างจากซาสึเกะที่พวกเขาจำได้ในอดีตมากเหลือเกิน

บรรยากาศรอบตัวดูนุ่มนวลลงไม่แข็งกระด้างอย่างเคย

 

 “หึย จะร้องทำไมน่ะ...ซาอิไหนๆนายก็มาแล้วช่วยขนนี่ไปทิ้งทีนะ...” 

เด็กหนุ่มเขี้ยวสวยเอ่ยแก้เขินที่ซาสึเกะกล่าวขอบคุณเขาแถมยังน้ำตาไหลหยดแหมะๆอีก

 มือสองข้างยกถุงขยะใบเขื่องใส่มือของซาอิ

เด็กหนุ่มผิวขาวซีดก็รับมาด้วยสีหน้าออกจะงงเล็กน้อย

“อ๊ะ..อาการแบบนี้เรียก เขิน ใช่มั้ยครับ”

“โว้ย จะอะไรก็ช่างเหอะ พวกเราปล่อยให้ซาสึเกะเขาพักดีกว่ามั้ย”

ว่าพลางจูงมือฮินาตะให้ตามตนเองออกไป

“ดะ เดี๋ยวซิ คิบะคุง...ไม่เห็นต้องอายเลยนี่..”

พอทุกคนออกไปหมดซาอิเป็นคนรั้งท้าย

 เด็กหนุ่มผิวขาวซีดเดินเข้ามาหาเขา ตบบ่าเบาๆพลางเอ่ย

 

“การเฝ้าจับตาดูคุณจะเริ่มตั้งแต่คืนนี้เลยนะครับ

...แล้วผมก็เป็นหนึ่งในนินจาที่รับมอบหมายหน้าที่นี้

เพราะงั้นไม่ต้องห่วงนะครับ...ขาดเหลืออะไรก็บอกผมได้..”

 

 “อือ ขอบใจมาก”

 

ร่ำลากันเรียบร้อย ซาสึเกะตามไปปิดประตูให้ ยามนี้เหลือเพียงเขาลำพังในห้องของนารุโตะ

สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของเด็กหนุ่มสีผมดวงตะวันได้ชัดกว่าเมื่อครู่

เขารู้สึกอิ่มเอมใจ....

เดินลากเท้าช้าๆมาที่โต๊ะทานข้าว นิ้วเรียวยาวลากไล้ไปตามลายของโต๊ะไม้ 

เก้าอี้ที่มีเพียงตัวเดียว....

“การใช้ชีวิตเพียงลำพัง...ลำบากมากมั้ยสำหรับนาย....การมีฉันอยู่...ดีกว่าจริงๆ..ใช่มั้ย..”

เอ่ยถามลอยๆราวกับว่าเจ้าของห้องนั่งอยู่ที่นั่นด้วย

 

พาร่างกายที่เริ่มล้ามาถึงห้องนอน

ทิ้งตัวลงบนเตียงนุ่มหันซ้ายหันขวามองไปรอบห้องสี่เหลี่ยม

สะดุดเข้ากับรูปถ่ายสมัยยังเป็นเกะนินตั้งหราอยู่บนชั้นข้างเตียงนอน

ข้างๆมีกระบังหน้าผากที่พับเรียบร้อยวางอยู่คู่กัน

เอื้อมมือไปหยิบรูปในวันเก่าๆมาดู อดไม่ได้ที่จะยิ้มขำ

นารุโตะกับเขาปั้นหน้าเขม่นใส่กันได้ตลอดสิน่า

 

วางรูปภาพลง เอื้อมไปหยิบกระบังหน้าผากพอมองดีๆก็รู้ได้ทันที 

มันคือกระบังหน้าผากของเขาเอง

นารุโตะยังคงเก็บมันเอาไว้จนบัดนี้...

ซาสึเกะกำกระบังหน้าผากเก่าเก็บของตนเองแน่น

“ตึง!!!”

เด็กหนุ่มร่างสูงกระแทกมันลงกับพื้นโต๊ะอย่างแรง

ปัญหาทั้งหมดที่ยืดเยื้อมาถึงวันนี้ นารุโตะต้องเสียสละตัวเองจนแทบเอาชีวิตไม่รอด!!

เหตุมันเป็นเพราะเขาเองไม่ใช่หรือไง

ที่กระโจนเข้าสู่เงื้อมมือของปีศาจงูโดยไม่แยแสคำเตือนของใคร!!!

และตราบใดที่โอโรจิมารุยังอยู่ นารุโตะไม่มีวันปลอดภัยได้อย่างแท้จริง

 

ซาสึเกะตัดสินใจอย่างเด็ดขาดถึงยังไงเขาก็ต้องสะสางปัญหา

ที่เขาก่อขึ้นให้มันจบลงด้วยตัวของเขาเอง

 

ไม่ว่ายังไงก็ต้องกลับไปที่โอโตะ!!

 

...............................................................

 

ช่วงสายซาสึเกะถึงได้กลับเข้าไปที่โรงพยาบาลอีกครั้ง

นารุโตะนอนทอดตัวยาวอยู่บนเตียง ผ้าห่มสีขาวผืนใหญ่คลุมไว้ ยิ่งทำให้ดูผอมบางลงไป

ตามเนื้อตัวเริ่มมีจ้ำสีม่วงคล้ำ มือถูกมัดไว้ข้างเตียง เด็กสาวผมสีดอกซากุระยืนอยู่ข้างๆ

ท่าทางคล้ายกำลังใช้จักระดึงพิษที่ขึ้นมาตามผิวหนังให้อยู่

 

ของเหลวสีดำผุดขึ้นมาจากผิวบริเวณที่เป็นจ้ำซากุระย้ายมันลงไปในถาดสแตนเลสข้างตัว

ในถาดนั้นมีของเหลวเป็นเยื่อเมือกสีดำอยู่เต็ม

คิดว่าทำใจมาแล้วแต่พอมาเจอเข้ากับตัวจริงๆเด็กหนุ่มอุจิวะถึงกับยกมือปิดปาก

 

“เมื่อคืนนี้หลังซาสึเกะคุงไป...อาการอยากยาก็กำเริบขึ้นมาน่ะ

...โชคดีที่อาจารย์ฉันเขามาพอดี”

 

“ท่านซึนาเดะ?”

 

“จ้ะ..ให้ยาขับพิษกับยานอนหลับไปน่ะ...ถึงได้สงบลง”

“แล้วสีดำๆนี่มัน..พิษ..ใช่มั้ย”

“จ้ะ..ดึงพิษออกมาแบบนี้อาจารย์ฉันเขาสอนน่ะ..มันจะช่วยให้พิษขับออกมาเร็วขึ้น”

“แล้วอีกนานแค่ไหนนารุโตะถึงจะหายดี” เสียงของเด็กหนุ่มมีแววกังวลอัดอยู่เต็ม

“จากที่คาดคะเนก็คงจะประมาณสองเดือน”

 

“เห็นคาบูโตะบอกว่าช่วงอาทิตย์แรกนารุโตะจะคลั่งไม่ก็ช็อกจากอาการอยากยาได้

..แล้วอาการถึงจะดีขึ้นเรื่อยๆ”

 

“เราเตรียมพร้อมไว้แล้วล่ะ ซาสึเกะคุงไม่ต้องห่วงนะ”

 

ได้ยินเพื่อนสาวพูดแบบนี้เขาค่อยโล่งใจขึ้นหน่อย

อย่างน้อยก็ไม่หมดหวัง นารุโตะจะหายดีและแข็งแรงได้เหมือนเดิม

เรื่องแผนซ้อนแผนที่เขาครุ่นคิดว่าโอโรจิมารุอาจจะทำไว้กับนารุโตะเป็นเพียงความกังวลของเขาเอง

ซาสึเกะนั่งลงข้างๆเตียงไม่ห่างนัก เฝ้าดูซากุระที่รักษาคนรักของเขาอย่างชำนาญ 

สักพักเขาเห็นเปลือกตาของเด็กหนุ่มผมบลอนด์ขยับ

 

“อือ....เห..ซากุระจัง....คิดถึงจังเลย..อ๊ะ..ฉันอยู่ในโคโนะฮะ..แล้วนี่” 

นารุโตะลืมตาขึ้นมอง พอขยับถึงได้รู้ว่าถูกมัดไว้

ท่าทางจะจำอะไรเมื่อคืนตั้งแต่กลับเข้าหมู่บ้านมาไม่ค่อยได้

 

“อย่าเพิ่งลุกนะ ฉันยังเอาพิษออกไม่เรียบร้อยเลย....”

“ฉันคลั่งเมื่อคืนงั้นเหรอ”  สีหน้ารื่นเริงเมื่อครู่เจื่อนลงไปในทันที

“แล้วซาสึเกะล่ะ!!! โดนคุมตัวรึเปล่า!!!!”

 

“พอลุกได้ก็เป็นกระต่ายตื่นตูมเลยนะยะ..โน่น ซาสึเกะเขานั่งอยู่โน่นไง

...แล้วบอกคิดถึงฉันเดี๋ยวก็โดนซาสึเกะเขม่นเอาหรอก..”

 

เด็กสาวทำหน้าหน่ายนิดหน่อยหากยังคงยิ้มกว้าง

เมื่อเห็นสีหน้าดีใจจนพูดไม่ออกของเพื่อนร่วมทีม

ยกถาดสแตนเลสพร้อมกับแก้เชือกที่มัดมือไว้ให้ก่อนออกจากห้องไป

พอจะรู้อยู่ว่าทั้งคู่กำลังอยากอยู่กันตามลำพัง ร่างสูงเขยิบเก้าอี้เข้ามาใกล้ๆ

“ซาสึเกะ...นายเป็นไงบ้าง.....”

“ฉันน่าจะเป็นฝ่ายถามนายมากกว่านะ..” เอ่ยพลางจับมือนารุโตะไว้

นิ้วเรียวแข็งแรงไล้ไปตามแดงจากเชือกที่ข้อมือเบาๆ

 

“ไม่เจ็บหรอกน่า อย่าทำหน้าเหมือนโทษตัวเองงั้นสิ...ว่าแต่ช่วงที่ฉันหลับเกิดอะไรขึ้น”

 

“ฉันถูกจับตาดูพฤติกรรมระหว่างที่อยู่ที่นี่...ถ้านายแข็งแรงกว่านี้อีกหน่อย

...คงจะมีการสอบถามข้อมูลจากนายอีกที”

 

“งั้นก็หมายความว่านายไม่ถูกลงโทษใช่มั้ย!!”

“ไม่รู้สินะ ถ้าโชคดีก็อาจจะใช่....อุ๊บ..นารุ..”

 

เด็กหนุ่มเจ้าของนัยน์ตาสีฟ้าโผเข้าหาเขา พรมจูบไปทั่วหน้าด้วยความดีใจ

แขนแข็งแกร่งโอบและดันอีกฝ่ายไว้กันไม่ให้ตกลงมาจากเตียง

 

“ดะ..เดี๋ยว..นารุโตะ..นี่โรงพยาบาล...ระวัง..หน่อยสิ”

กลายเป็นซาสึเกะที่ต้องดันตัวนารุโตะออกห่างจากเขาเมื่อร่างบางเริ่มจูบลงมาที่ซอกคอ...

เขาชอบมันมากก็จริง  แต่ไม่อยากจะมีอารมณ์อย่างว่าในโรงพยาบาลหรอกนะ

อีกอย่างกับคนป่วย แถมสายน้ำเกลือก็ยังห้อยระโยงระยางติดอยู่กับมือของนารุโตะแบบนี้อีก

คนที่จะลำบากทีหลังคือนารุโตะแน่นอน

 

“โทษที..ดีใจมากไปหน่อย..แล้วก็เห็นว่าอยู่กันแค่สองคนก็เลย....แฮะๆ”

“ป่านนี้พวกที่เฝ้าฉันเห็นหมดแล้วมั้ง” ซาสึเกะเอ่ยพลางเหลือบสายตาไปที่หน้าต่างด้านนอก

“หา จริงด้วย โอ๊ยยยย อายชะมัดเลยอ่ะ”

คนป่วยบ่นกระปอดประแปดพลางซุกหน้าลงบนหมอน

“แต่ฉันไม่แคร์หรอกนะ..เพราะฉันรักนาย...แล้วก็อยากให้คนอื่นๆรู้ด้วยว่านายเป็นของฉัน...”

ดวงตาสีฟ้าเหลือบแลมาทางเขา ใบหน้าเป็นสีแดงจัดปากขมุบขมิบว่า “บ้า”

 

 

เด็กหนุ่มผมสีรัตติกาลใช้เวลาตลอดช่วงบ่ายไปกับการขลุกตัวอยู่ในห้องคนไข้

ระหว่างนั้นเขาคอยให้นารุโตะดื่มยาขับพิษอยู่เรื่อยๆตามที่ซากุระบอก 

ไม่นานนักครูคาคาชิกับครูอิรุกะหอบตะกร้าผลไม้มาให้  คุยกันได้ครู่เดียวก็กลับไปทำงานต่อ 

ขณะที่ซาสึเกะกำลังล้างแอปเปิ้ลลูกสุดท้ายอยู่ในห้องน้ำ เขาก็ได้ยินเสียงนารุโตะตะโกนดังลั่น

 

“ซาสึเกะ!!”

 

เด็กหนุ่มวิ่งออกมาอย่างรวดเร็ว

ของเหลวสีดำคล้ายเลือดไหลออกมาจากจมูกของร่างบนเตียง

เปรอะเปื้อนมือและผ้าห่มเต็มไปหมด

“นารุโตะ..เป็นอะไร!!!”

“อุ๊ก แค่กๆๆๆ”  มือแกร่งคว้าผ้าห่มมาเช็ดเลือดสีดำออกให้ แต่มันไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่ายๆ

เห็นท่าไม่ดีเด็กหนุ่มอุจิวะจึงกดปุ่มเรียกหน่วยแพทย์กับพยาบาลทันที

มือของนารุโตะหงิกงองุ้ม เหมือนเมื่อคราวที่อาการอยากยากำเริบ

เขาพยายามตรึงมันเอาไว้ไม่ให้จิกเข้าเนื้อบนฝ่ามือ

อาการของคนรักเหมือนหายใจไม่ออก

“อึ๊กก!!! ฮ้า..ฮ้า..ฮ้า”  เมื่อใช้จมูกหายใจไม่ได้จึงอ้าปากหอบอากาศลงปอดสุดชีวิต

ซากุระผลักประตูห้องเข้ามาพร้อมกับอาจารย์ของเธอและทีมแพทย์อีกสองคน

“ซาสึเกะจับไว้ก่อนนะ” เด็กสาวเอ่ยพลางตรวจอาการของนารุโตะที่ดิ้นไปมาอย่างทรมาน

“อั้ก..หายใจ..มะ..ไม่..ออก..แค่กๆ”

 

“อาการอยากยากำเริบพร้อมกับร่างกายขับพิษฉับพลันค่ะ!!!”

“แย่จริง!! ...มัดมือไว้ข้างเตียงในท่าก้มก่อน!!!” โฮคาเงะสาวสั่ง

ซาสึเกะที่ช่วยตรึงนารุโตะในทีแรกเปลี่ยนมาเป็นช่วยทีมแพทย์มัดคนรักของเขาให้อยู่นิ่งๆ

นารุโตะถูกจับนอนคว่ำ ศีรษะเลยออกนอกเตียง

เพื่อให้เลือดปนพิษไหลลงถาดสแตนเลสที่พื้นได้สะดวกขึ้น

เด็กหนุ่มขัดขืน พยายามกระชากมือออกจากพันธนาการ

 

“พิษที่ขับออกมากำลังไหลย้อนลงคอค่ะ!!!”

“จับนารุโตะก้มตัวเอาไว้อย่าให้ยกขึ้นมา!!!”

เด็กหนุ่มอุจิวะถอยออกมาเมื่อเห็นว่าตนเองทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้แล้ว

เลือดสีดำยังไหลออกมาจากโพรงจมูกทั้งสองข้างราวกับเปิดก็อก

 

หน่วยแพทย์พยายามกดคอและขาร่างที่ดิ้นพล่านด้วยความทุลักทุเล 

เจ้าของดวงตาสีฟ้าดิ้นสุดแรง ทั้งเตะทั้งถีบ คิ้วขมวดด้วยความทรมาน

น้ำใสๆไหลจากดวงตาที่ปิดแน่น

ซาสึเกะหันหน้าไปอีกทางเพื่อจะได้ไม่ต้องเห็นภาพที่จิกกัดและฉีกกระชากใจเขา

 

ดวงตาสีรัตติกาลหม่นหมองและแค้นเคือง มือทั้งสองข้างกำเข้าหากัน

ต้องทนเห็นนารุโตะดึงกระชากข้อมือให้พ้นจากพันธนาการซ้ำแล้วซ้ำเล่า

กว่าจะหมดแรงยอมสงบ ข้อมือเล็กนั้นถลอกแดงจากรอยมัด สงสารคนรักเกินจะพูดอะไรได้

ทำได้แค่เฝ้ามอง โทสะโหมกระพือขึ้นภายในจิตใจ

ใบหน้าของปีศาจงูที่แสยะยิ้มราวกับตนเป็นผู้กำชัยชนะลอยเด่นอยู่ตรงหน้า!!!

 

 “รอก่อนเถอะ โอโรจิมารุ!!!”   น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความแค้นเคือง

 

TBC...

 

เฮ้อออ

ใกล้จะจบเข้าไปทุกทีแล้วค่ะกับเรื่องนี้

(แต่รู้สึกว่าจะมีเรื่องอื่นต่อคิวรอยาวเหยียด  แอ่ก)

 

เรื่องนี้อาจจะรวมเล่มค่ะ(แค่อาจจะนะ)

แต่ไม่รู้ว่ามีใครสนใจอยากได้เก็บไว้มั้ย

เพราะถ้ารวมเล่มจริงๆ

ชิวะว่าจะวาดFan Art กับภาพประกอบแถมเข้าไปให้น่ะค่ะ

-*-a   เกาหัวแกร่กๆ(หางานเพิ่มให้ตัวเองอีกแล้วตรู)

ถ้าใครสนใจจริงๆก็บอกกันได้นะคะ

ชิวะจะได้ตัดสินใจ ตอนนี้ลังเลอยู่ค่ะ

ระหว่างรวมดีหรือไม่รวมดี

 

ขอบคุณที่ตามอ่านค่า

 

edit @ 4 Jul 2011 20:35:46 by ชิวา

 
ชิวะไม่ได้วาดเองหรอกค่า

ผลงานนี้เป็นของ   namfon2522

เลยขอแอบโฆษณาให้ซักหน่อย อิอิ
 
นอกจากนั้นยังมีเรื่อง Doll's Heart ด้วยค่า
 
เนื้อหาเป็นเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษค่ะเพราะลงใน Deviant Art
 
ขอบคุณ namfon2522 มากๆค่าที่ชอบ ฟิคชั่นของชิวะ
 
ตามลิ้งค์ไปเลยจ้า
 
 
 
ส่วนฟิค Devil Desire คาดว่าอีกไม่เกิน 3 ตอนก็จะจบแล้วค่ะ

เลยพยายามปั่นให้เสร็จทีเดียว อาจจะช้าหน่อย ขอโทษด้วยนะคะ
 
ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามค่า ก้มกราบงามๆ

[Gall] Sweet Sumer

posted on 02 May 2011 20:14 by crazy-naruto  in Gallery
 
เอาภาพมาแปะไว้ก่อน ขัดตาทัพ ระหว่างรอฟิค Foot in mouth
 
กดลิ้งค์เล้ยยย
 
 
เผ่นไปปั่นฟิคต่อก่อนล่ะจ้า
 
 

edit @ 2 May 2011 20:27:25 by ชิวา

Devil Desire 18 [100%!!!! ซะที]

posted on 25 Apr 2011 23:06 by crazy-naruto  in Devil
 

Devil Desire

ตอนที่  18

 

คาบูโตะรู้สึกแปลกใจ ที่นายของตนยังปั้นหน้านิ่งเฉยอยู่ได้

แม้จะรู้ว่านารุโตะถูกซาสึเกะพากลับโคโนะฮะไปแล้ว 


สิ่งเดียวที่ท่านโอโรจิมารุทำคือ เอามือทาบลงบนเตียงที่เด็กหนุ่มจิ้งจอกเก้าหางเคยใช้นอน

ก่อนจะขยุ้มผ้าคลุมและดึงกระชากออกมาไว้แนบอก ปล่อยชายผ้าสีขาวทิ้งตัวยาวไปตามพื้น

 

“ท่านโอโรจิมารุ....”

“ไม่ต้องตามไปหรอก...เพราะยังไงซาสึเกะก็ต้องกลับมาแก้แค้นฉันแน่ๆ...ฉันรู้จักนิสัยเด็กนั่นดี”

 

ดวงตาสีอำพันทอดมองความว่างเปล่าเบื้องหน้า

มือที่กุมผ้าปล่อยลง คล้ายทอดอาลัย ครู่เดียวก็กลับมาเยือกเย็นดังเดิม

สั่งการลูกน้องต่อไปเป็นปรกติ

“คาบูโตะเตรียมสมุนไพรแช่ให้ที จากนี้ฉันจะรักษาร่างนี้ไว้ให้นานที่สุดจนกว่าซาสึเกะจะมา”

 

ชายหนุ่มนิ่งอึ้ง เขาเคยนึกว่านายของเขาจะรักนารุโตะแล้วรีบตามไปจับตัวทั้งคู่เสียอีก

สิ่งที่เขาคาดคิดไว้กลับตาลปัตรไปหมด 

‘สุดท้ายปีศาจตนนี้ก็ยังสนใจแต่ตัวเองสินะ’ ชายผมสีเงินคิด ก่อนรีบรุดไปทำตามคำสั่ง

 

ทุกอย่างในโอโตะดูเหมือนจะกลับคืนสู่ภาวะปรกติแบบเก่าก่อน เพียงแต่ไม่มีซาสึเกะ

ไม่มีเด็กหนุ่มจิ้งจอกเก้าหางให้ต้องคอยเฝ้า

และโอโรจิมารุก็ไม่ออกไปเดินเล่นข้างนอกอีกเลยนับแต่นั้นมา

 

 

ใครเล่าจะล่วงรู้ได้ถึงสิ่งที่อยู่ภายในใจของปีศาจรัตติกาล.......

.......................................................................................

 

รอยเท้าที่ทิ้งไว้บนพื้นดินแฉะๆ ไม่ได้ถูกอำพรางอย่างเคย

เด็กหนุ่มอุจิวะรู้สึกคลายใจไปมาก

เมื่อรู้ว่าเดินทางใกล้จะถึงหมู่บ้านโคโนะฮะเข้าไปทุกที

แม้จะช้าจากที่คาดการณ์ไปบ้างก็ตาม

ฝนที่ตกลงมาไม่ขาดสายเมื่อสองวันก่อนทำให้การเดินทางล่าช้าลง 


โชคยังดีที่พวกเขาทั้งคู่เดินทางถึงเมืองเล็กๆที่อยู่ใกล้หมู่บ้านเสียก่อนพายุจะเข้า 


โรงแรมขนาดย่อมที่ไม่สะดุดตาก็เพียงพอที่จะให้นารุโตะได้นอนพักอย่างเต็มอิ่ม 

หลังจากที่ต้องระหกระเหินกลางป่าเขามานานเกือบอาทิตย์

ด้วยความเหนื่อยอ่อนและความรู้สึกระแวงระวังมาตลอดทาง

ทำให้นารุโตะหลับสนิททันทีที่หัวถึงหมอน

ซาสึเกะได้แต่ยิ้ม มือแข็งแรงลูบหัวพลางเกลี่ยปอยผมสีทองเบาๆ


“พักเถอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ถึงหมู่บ้านแล้ว”


หากในใจยังคงสงสัย ทำไมถึงไม่มีวี่แววของพวกโอโตะเลยตลอดการเดินทางหลบหนี

เป็นไปได้มั้ยที่ปีศาจงูตนนี้จะตัดใจจากทั้งเขาและนารุโตะ

เขาไม่รู้เหมือนกันว่าโอโรจิมารุมีแผนอะไรซ่อนอยู่อีก เด็กหนุ่มร่างสูงได้แต่กุมขมับ

ห่วงทางด้านปีศาจงูไม่พอ อาการอยากยาของนารุโตะเองก็หนักหนาเช่นกัน

 

เขาเคยลองไม่ให้ยาตามกำหนดเวลาดู นารุโตะเองก็อยากรู้ว่าตนเองจะทนได้หรือไม่ 

แถมยังบอกให้เขามัดตนกับต้นไม้ กันเข้ามาทำร้ายเขาเพื่อชิงยาอย่างที่เคยทำ และก็เป็นดังคาด 

ร่างบอบบางนั้นดิ้นสุดแรงยามไร้สติเพราะอาการ อยากยา 

 ซาสึเกะข่มใจนั่งมองอยู่เฉยๆทั้งที่ในใจรานร้าว 

ร่างที่ถูกมัดเหมือนจะสงบลง

ทว่าอยู่ๆกลับกระตุกเกร็ง หายใจขัด มือหงิกงุ้ม  

นารุโตะช็อก 

เด็กหนุ่มอุจิวะรีบถลาเข้าไปหาผ้ามาม้วนอุดปากกันไม่ให้เจ้าของนัยน์ตาสีฟ้ากัดลิ้นตัวเอง


ก่อนต้องยอมให้ยาตามเดิม รอยถลอกแดงจากเชือกที่มัด

บนตัวของเด็กหนุ่มจิ้งจอกเก้าหางยิ่งทำให้ซาสึเกะเสียใจ

ตอนนี้นารุโตะหลับอยู่บนเตียง ห้องเล็กแคบ ไม่มีแม้กระทั่งเครื่องทำความร้อน

ฝนที่โปรยปรายทำให้อากาศเย็นลง ร่างสูงเอาผ้าห่มอีกผืนไปห่มให้

มือเผลอไปโดนที่ข้างแก้ม นารุโตะเลยตื่นขึ้นมองแบบคนงัวเงีย

 

“ขอโทษที ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ตื่น..เห็นว่าอากาศมันหนาวเลยห่มผ้าให้เพิ่ม”

ใบหน้าขาวนวลคลี่ยิ้มน้อยๆ ดวงตาสีฟ้าจ้องมองเขา


“นายเองก็หนาวนี่ ซาสึเกะ มือเย็นเฉียบเลย”  พูดพลางคว้ามือเขาไปแนบที่ข้างแก้มของตัวเอง

“นอนด้วยกันก็ได้ นายเองก็เหนื่อยแบกฉันมาตั้งหลายวัน”


ร่างสูงยอมทำตามที่นารุโตะบอก ปีนขึ้นเตียงซุกเข้าไปใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน

เด็กหนุ่มจิ้งจอกเองก็ขยับตัวเพิ่มพื้นที่ให้ซาสึเกะนอนได้ถนัด

พอจัดท่าเรียบร้อยกลับกลายเป็นว่า

เขาซุกอยู่ใต้ผ้าห่มไม่พอยังซุกอยู่กับร่างของซาสึเกะอีก แบบนี้ไม่อุ่นก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว

เด็กหนุ่มผมบลอนด์ทองอมยิ้มกับตัวเอง รู้สึกเป็นสุข

แต่พอลอบมองสีหน้าของซาสึเกะก็ต้องหุบยิ้มลง


“ทำไมนายดูกังวลจัง”   

นารุโตะตัดสินใจเอ่ยถาม ดวงตาสีดำจ้องกลับ พลางกระชับอ้อมกอด


“ฉันแค่กำลังคิด”


“คิดอะไรเหรอ”

ร่างสูงเงียบไปพักหนึ่ง หลับตาและถอนหายใจช้าๆ เสียงที่เอ่ยคล้ายคนสิ้นท่า หมดกำลังใจ


“ถ้านายเลือกคนอื่นที่ไม่ใช่ฉัน นายคงไม่ต้องมาเจอเรื่องพวกนี้”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น นารุโตะเองก็ยิ่งกอดซาสึเกะแน่นขึ้น

ราวกับจะถ่ายทอดความรู้สึกที่มีให้อีกฝ่ายได้รู้และคลายกังวล

 

“แต่ฉันไม่เสียใจเลยนะ ที่เลือกรักนาย”

“เพราะว่านายมันเบ๊อะเซอะน่ะสิ”

“ฮะ ฮะ ฮะก็คงจะเป็นหยั่งงั้นแหละ”

“งั้นคงต้องขอบคุณความเบ๊อะเซอะของนาย...นายเลยเลือกรักฉัน”

 

เขาจูบเบาๆลงบนหน้าผากร่างในอ้อมแขน คำพูดของนารุโตะช่วยเขาเอาไว้อีกแล้ว

 

 “ฟ้าหลังฝนยังไงก็สวยงามเสมอน่า”

“ชอบนายตรงนี้แหละ ความเชื่อของนายที่ว่าอุปสรรคมีไว้ผ่านพ้นไป”


บางทีซาสึเกะรู้สึกเหมือนระหว่างเขาและนารุโตะมีเส้นใยบางๆเชื่อมโยงติดกันไว้

แม้เป็นแค่เส้นใยบางเบาแต่ทว่าแน่นเหนียว ต่อให้เขาพยายามจะจากไปสักกี่ครั้ง

สุดท้ายก็ถูกดึงกลับมาหากันเช่นเดิม

แต่ก่อนไม่ยอมรับ.....

แต่ก่อนพยายามจะหนี......

แต่เดี๋ยวนี้เขาเองกลับยึดใยนั้นไว้แน่น

ไม่ต้องการจะปล่อยไปอีกแล้ว จะไม่ยอมสูญเสียไปอีกแล้ว

 

และสงสัยว่า.....

 



........โอโรจิมารุจะรู้สึกแบบเดียวกัน......

 

 

............................................................

เลือกเดินทางต่อในตอนเช้า ซาสึเกะเก็บข้าวของเอากระเป๋าขึ้นสะพายบ่า  

เห็นนารุโตะกลับไปงีบต่อที่เตียงหลังจากตื่นมาอาบน้ำแต่งตัวแล้วเรียบร้อย

เด็กหนุ่มจำใจวางกระเป๋าลงอีกครั้งก่อนจะเดินไปปลุกร่างที่นอนมุดหน้าอยู่กับเตียง

“นอนมาทั้งคืนแล้วยังง่วงอีกเหรอ”  เอ่ยอย่างรักใคร่พลางเอามือแตะพอให้คนที่งีบอยู่รู้สึกตัว

ร่างนั้นเปิดเปลือกตาช้าๆ ดวงตาสีฟ้าจ้องเขา ก่อนจะค่อยๆคลี่ยิ้มกว้าง


“ฉันฝันเห็นนายด้วยล่ะ”


“หือ??”


“ฝันว่านายชวนฉันไปกินราเมงที่อิจิราคุ..พอจะจ่ายตังค์นายบอกไม่ต้อง นายจะจ่ายเอง..

แถมบอกกะลุงแกด้วยนะว่า คนรักของผม ผมเลี้ยงได้สบายมาก..ฮ่าๆๆๆ..แล้วก็...แล้วก็...ฮ่าๆๆๆ”  

เมื่อเห็นว่านารุโตะไม่ยอมหยุดขำจนเล่าต่อไม่ได้ เด็กหนุ่มอุจิวะเลยจูบปิดปาก 

ได้ผล เพราะจากขำก็กลายเป็นเขินแทน


“ขำอะไรขนาดนั้น...ฉันอยากฟังต่อนะ”


“ก็...ซากุระจังเดินมาได้ยินเข้าน่ะสิ ฉันกับนายเลยโดนมะเหงกไปคนล่ะลูก..

ซากุระจังบอกว่า เรื่องแบบนี้เขาต้องบอกคนอื่นด้วยเหรอย้าาาา”

เด็กหนุ่มผมบลอนด์ลากเสียงเลียนแบบซากุระ ทำเอาซาสึเกะขำตามไปด้วย

“ฉันว่านายคงหิวราเมงจนเก็บไปฝันมากกว่า”


“อือ นั่นน่ะสิ ไม่ได้กินมาตั้งนานแล้วเนี่ย” ว่าพลางลุกขึ้นลูบพุงป้อยๆ


“ถึงหมู่บ้านแล้วเดี๋ยวเลี้ยงก็ได้น่า..เพราะงั้นรีบลุกเร็วจะได้ถึงไวๆ” 

ซาสึเกะเอ่ย มือดึงนารุโตะให้ลุกขึ้นตามอย่างง่ายดาย


“เย้ รักนายจังเล้ยยยย” พอลุกได้เจ้าเด็กจิ้งจอกเก้าหางก็กระโดดเกาะคนรักทันที

 ภายนอกแสงแดดจัดจ้าแทบไม่เหลือเค้าเดิมของเมื่อวาน 

ฟ้าที่เคยมืดดำและฝนตกกระหน่ำราวพายุเหลือไว้เพียงแต่แอ่งน้ำใหญ่บ้างเล็กบ้างกระจายอยู่ตามพื้นดิน 

เงาของท้องฟ้าสะท้อนอยู่บนผิวน้ำในแอ่งทอดยาวไปตามทางเดิน 

ราวกับท้องฟ้าถูกก็อปปี้มาวางไว้บนผืนแผ่นดินกระนั้น 

ใบไม้ใบหญ้าดูสดชื่นกว่าเดิม นารุโตะเชื่อว่านี่เป็นนิมิตหมายที่ดี และวันนี้ก็เป็นวันที่เขารอคอยมาเนิ่นนาน

วันที่ได้กลับสู่หมู่บ้านอันเป็นที่รักยิ่ง......

 

กระชับแจ็คเก็ตสีส้มตัวเก่งให้เข้าที่ก่อนจะวิ่งถลาออกไปอย่างมีความสุข เท้าเตะแอ่งน้ำให้กระจายขึ้นมา

รู้ตัวเองว่าเล่นเป็นเด็กไม่ยอมโตต่อหน้าซาสึเกะอีกแล้ว  แต่ช่างมันสิ...

 คนมันกำลังมีความสุขทำอะไรก็ดีไปหมดแหละ นารุโตะคิดพลางยิ้มกว้าง  

ส่วนซาสึเกะที่ทำหน้าที่แบกขนสัมภาระเห็นนารุโตะอารมณ์ดีก็พลอยอารมณ์ดีตามไปด้วย

เด็กหนุ่มอุจิวะเดินด้วยจังหวะเนิบช้าไปหาร่างที่ไม่ยอมรั้งรอเขา


“ซาสึเกะเร็วๆเข้า” นารุโตะที่วิ่งนำหน้าหันกลับมาเร่งเด็กหนุ่มร่างสูงพลางกวักมือเรียก


เร่งฝีเท้าขึ้นอีกนิดตามที่ร่างบางต้องการ แต่ไม่ทันจะไปถึงตัว สีหน้าท่าทางของนารุโตะก็ดูเปลี่ยนไป 

นารุโตะอยู่ดีๆก็เอามือกุมอก ขาเดินเซไปทรุดพิงต้นไม้ข้างทาง


“นารุโตะ!! เป็นอะไรรึเปล่า!!!”

เด็กหนุ่มนัยน์ตาสีรัตติกาลถลาเข้าไปหาด้วยความกังวล 

ร่างที่นั่งเอาหัวพิงต้นไม้พยายามเอ่ย น้ำเสียงจืดเจื่อนลงไปจากเมื่อครู่


“ดูเหมือนว่า...อาการอยากยา จะกำเริบอีกแล้วน่ะ...” 


ช่วงเวลาของความสุขสดใสดำเนินไปได้ไม่นานนัก

อาการอยากยาก็ดูเหมือนว่าจะกำเริบขึ้นมาอีก

มือขาวนวลรูดซิบแจ็คเก็ตลง แหวกคอเสื้อเผยต้นคอที่มีรอยแดงจุดเล็กๆขึ้นไปทั่ว 

ทุกอย่างดำเนินไปราวกับว่ามันเป็นเรื่องปรกติธรรมดาเหลือเกินกับการจะต้องเอาเข็มบรรจุยาสีแดงสด

ปักลงไปบนคอของคนที่รัก แม้ซาสึเกะจะจัดการทุกอย่างด้วยความเรียบนิ่ง

แต่ภายในรู้สึกเสมอว่า....


เรื่องแบบนี้มันบ้าชัดๆ!!!!


และเขาก็เกลียดมัน!!!

เกลียดทุกครั้งที่ต้องจรดเข็มลงบนคอของนารุโตะ

มองหาเส้นเลือดที่กำลังเต้นตุบๆ

ออกแรงกดให้ปลายแหลมของเข็มนั้นแทงทะลุผิวหนัง 

รอให้ของเหลวสีเลือดนั่นซึมหายเข้าไปในตัวของคนรักจนหมดหลอด

ยิ่งรอยเข็มบนคอของนารุโตะมีมากเท่าไหร่ รอยแผลในหัวใจเขาก็มากเท่ากัน

.....เด็กหนุ่มกำมือแน่น...


.....เขาเกลียดโอโรจิมารุ......ที่ทำให้นารุโตะต้องทรมาน...


สุดท้ายมันเหมือนเป็นกระจกสะท้อนตัวเขาเอง

เขาก็เคยทำให้นารุโตะต้องเสียน้ำตาและทรมานอย่างมากมาย


....สุดท้ายเขากับโอโรจิมารุจะต่างกันตรงไหน....


ฤทธิ์ยาทำให้ร่างของเด็กหนุ่มผมบลอนด์อ่อนปวกเปียกและเข้าสู่ “ภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น”เหมือนอย่างเคย  

ซาสึเกะจัดแจงเอาผ้ามาคลุมศีรษะกันแดดให้  สองแขนช้อนใต้ร่างออกแรงอุ้มขึ้นแนบอก

ยาที่ใช้ไปเมื่อครู่เป็นหลอดสุดท้ายที่มี

หมายถึงนับจากนี้เขามีทางเลือกเดียวคือ

ต้องพานารุโตะกลับเข้าโคโนะฮะให้ได้ก่อน “อาการอยากยา”

ครั้งต่อไปจะตามมา ความรู้สึกไม่มั่นใจบางอย่างเกิดขึ้นในใจของเด็กหนุ่มเจ้าของเนตรวงแหวน 

กังวลและครุ่นคิด...ในโคโนะฮะ “สถานะ”ของเขาจะเป็นเช่นไร

 

.....จะถูกเลือกให้อยู่....


..........หรือถูกเลือกให้ตาย.......


...............................

.....................................................

ใกล้จะค่ำเต็มทีกว่าซาสึเกะจะมาถึง ร่างของเด็กหนุ่มยืนอยู่หน้าประตูตั้งตระหง่าน

ไม่อยากนึกฝันว่าตนเองจะมาถึงได้โดยไร้ซึ่งบาดแผลจากการต่อสู้  

ทว่าความปวดที่ท่อนแขนจากการอุ้มนารุโตะมาตลอดทางเริ่มแล่นริ้วเข้าเกาะกุมที่หัวไหล่  

ซาสึเกะเงยหน้ากวาดสายตาขึ้นมอง หลังประตูบานนี้คือมาตุภูมิที่ครั้งหนึ่งเคยละทิ้งไป 

วันนี้เขากลับมาพร้อมกับร่างในอ้อมกอด

นารุโตะ...คงจะดีใจเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าได้กลับมาสู่ “บ้านที่แท้จริง”

แต่เขาล่ะ..นินจาแยกตัว..... หากหวนกลับมาคือ “บทลงโทษแสนสาหัส” 

ทว่าขาทั้งสองขาก็ไม่ยอมหยุดก้าวต่อไปข้างหน้า  

เพราะรู้ดีเบื้องหลังประตูนี้แหละที่จะช่วยคนที่เขารักให้กลับคืนสู่ความสดใสได้ดังเดิม 

ไม่ต้องตกเป็นทาสยานรกนั่นอีก ขอแค่ให้นารุโตะหายเถอะ เขายินดีรับโทษทัณฑ์ทุกประการ

คลายคาถาพรางตาลง 

ย่างก้าวสู่เขตแดนของหมู่บ้าน ก้าวเข้ามาได้เพียงก้าวเดียวก็ถูกล้อมเอาไว้ด้วยเหล่าจูนินถึง5-6 คน

 

“บอกชื่อของนายมา” หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้น


“อุจิวะ ซาสึเกะ”


เพียงเท่านั้นความโกลาหลก็ตามมา ปลายมีดคุไนหลายเล่มจ่อชี้มาทางเขา 

สายตาระแวงระวังคล้ายประเมินว่าเขามาที่นี่เพื่ออะไร นินจาอีกสองสามคนรีบรุดออกไป 

คงจะไปแจ้งข่าวคนอื่นๆ จึงแน่ใจได้ทันทีว่า “ชื่อเสียง” ของเขาก็เป็นที่โจษจันพอตัว 

และคงเป็นทางลบเสียมากกว่า ก็แน่ล่ะ แยกตัวจากหมู่บ้าน 

สมทบกับโอโรจิมารุคนที่ฆ่ารุ่นที่สาม กลายเป็น “คนของโอโตะ” ไม่ใช่ “คนของโคโนะฮะ”ตั้งแต่วันนั้น......

 

...........วันที่เขาเลือกปล่อยมือนารุโตะไป..............


“โอโรจิมารุ ส่งนายมาหรือไง”

เด็กหนุ่มยังคงนิ่งไม่ไหวติง อ้อมแขนทั้งสองข้างอุ้มร่างนารุโตะที่ถูกห่อไว้จนไม่เห็นใบหน้าอย่างหวงแหน


“อุจิวะ ซาสึเกะ นายมาทำอะไรที่นี่....แล้วที่อุ้มมานั่นใคร!!”  

เสียงดุดันของนินจาชั้นจูนินคนหนึ่งดังขึ้นอีกเมื่อเด็กหนุ่มเลือกที่จะเงียบแทนการตอบ

ซาสึเกะขยับตัว ปลายมีดยิ่งจ่อเข้ามาใกล้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับทำให้ทุกคนนิ่งอึ้ง

ร่างของเด็กหนุ่มที่เคยหยิ่งผยอง นินจาแยกตัวที่อันตรายต่อความมั่นคงของหมู่บ้าน

เรื่องความสามารถยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเก่งเพียงไหน กลับคุกเข่ากับพื้นก้มหน้าน้อมลงอย่างหมดอัตตา


“ได้โปรด....ช่วยนารุโตะที”

ประโยคนั้นทำให้ทีท่าที่แข็งกร้าวอ่อนลง ต่างคนต่างมองหน้ากันว่าควรจะทำอย่างไร 

มือของจูนินที่เอ่ยถามเมื่อครู่ยื่นมาเปิดผ้าที่ปิดบังใบหน้าออก เมื่อรู้ว่าเป็นใครที่เด็กหนุ่มอุจิวะพามา

ทุกคนจึงลดอาวุธลง แววตาแห่งความสงสัยเข้ามาแทนที่

ไม่ทันได้ซักไซ้อะไรมากไปกว่านั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น


“นารุโตะกับซาสึเกะอยู่ที่ไหน!!” 

ร่างจูนินที่ยืนอยู่หลายคนบดบังเจ้าของเสียงว่าเป็นใคร แต่ซาสึเกะจำได้ดี

ผู้ที่สอนพันปักษาให้แก่เขาเพื่อจะได้ใช้ปกป้องเพื่อนพ้องที่รัก แต่เขากลับใช้ห้ำหั่นทำลายเสียแทน

 

...ครูคาคาชิ....

 

คนที่ตามมาคือ ซากุระ ที่ทำหน้าตาตื่นตกใจระคนดีใจ

เด็กสาวมาพร้อมกับหน่วยแพทย์ 3-4 คน

เปลสนามถูกกางออกข้างๆ ซาสึเกะวางร่างนารุโตะลง

โดยมีหน่วยแพทย์และครูโจนินคอยช่วยเหลือใกล้ๆ 

 ซาสึเกะและซากุระเริ่มเดินตามหน่วยแพทย์ที่มุ่งหน้าไปโรงพยาบาลประจำหมู่บ้าน 

เมื่อเห็นเด็กหนุ่มเริ่มคลายกังวลลงซากุระจึงเอ่ยขึ้น


“ซาอิ บอกฉัน....นารุโตะส่งข่าวมาว่า...อาจจะมาถึงวันนี้...

พร้อมกับซาสึเกะคุง..เขาขอร้องให้เราระวังอย่าให้ใครทำร้ายซาสึเกะคุงเด็ดขาด....”

 

“ฉันไม่เข้าใจ นารุโตะส่งข่าวมา...ยังไง? แล้วทำไม ซาอิ ถึงรู้...”

 

เด็กสาวล้วงเข้าไปในช่องซิปข้างกระเป๋ากระโปรง ชูของบางสิ่งให้ซาสึเกะดู

“นกกระดาษสื่อสาร ฉันกับซาอิทิ้งเอาไว้ให้นารุโตะตอนลอบเขาไปสืบข่าวของนายทั้งคู่...”

เด็กหนุ่มอุจิวะรับนกกระดาษตัวเล็กจ้อยมาไว้ในอุ้งมือ 

ความตื้นตันใจเอ่อท้น มองหน้าของซากุระด้วยความรู้สึกขอบคุณ


ทั้งหมดเข้าสู่ตัวอาคารโรงพยาบาล นารุโตะถูกส่งเข้าห้องตรวจ 

โดยมีครูคาคาชิยืนมองอยู่ด้านนอก ซากุระและเขาเลือกนั่งรอหน้าห้องตรวจแทนที่จะยืนคุยเหมือนเมื่อครู่


“แล้วความผิดของฉันในฐานะนินจาแยกตัวล่ะ....ถึงยังไงก็ต้องมีแน่...”

เด็กสาวดูอึกอักเล็กน้อยกับคำถามนี้ จนครูโจนินต้องเข้ามาตอบให้

 

“ท่านซึนาเดะจะยังไม่ตัดสินจนกว่าจะได้คุยกับนารุโตะถึงเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดก่อน..

แล้วก็ต้องสอบปากคำนายด้วยอีกคน....” 

คาคาชิตบบ่าเด็กหนุ่มเบาๆสองสามที “ตอนนี้เธออยู่ที่นี่ได้....ทำใจให้สบายเถอะ”

เอ่ยจบครูโจนินก็เดินไปหาแขกหน้าใหม่ที่วิ่งกระหืดหระหอบมา...

ครูอิรุกะคงจะกำลังตื่นเต้นและกังวลกับการกลับมาของนารุโตะ

ถึงได้ถามอะไรมากมายกับครูคาคาชิจนไม่ได้สังเกตเห็นเขาที่นั่งอยู่


“เธอจะมาอยู่ที่นี่เลยมั้ย...”


ซาสึเกะละความสนใจเรื่องครูอิรุกะมาสนใจคำถามที่ซากุระถามขึ้นเมื่อครู่แทน

“อย่าเข้าใจฉันผิดนะ ฉันรู้ว่าซาสึเกะคุงชอบนารุโตะ เลยคิดว่าถ้าเป็นแบบนั้น นารุโตะคงดีใจมาก..”

เด็กสาวผมสีชมพูโบกไม้โบกมือ กลัวอีกฝ่ายจะเข้าใจไปว่าเธอถามเพื่อตัวเอง


“ฉันชอบซาสึเกะคุงก็จริง....แต่ฉันรัก...แล้วก็อยากให้นารุโตะมีความสุขมากกว่า....”


ทั้งคู่มองหน้ากันครู่หนึ่ง เด็กหนุ่มอุจิวะเห็นซากุระตั้งใจฟังคำตอบอย่างใจจดใจจ่อจึงยิ้มออกมา


“นารุโตะอยู่ที่ไหน..ฉันก็อยู่ที่นั่น.......ถ้าเขาให้อยู่น่ะนะ”


ดวงตาสีเขียวใสนั่นพราวพร่างไปด้วยน้ำตา เด็กสาวสวมกอดเขาแน่น..

เอ่ยเสียงสะอึกสะอื้นแต่เปี่ยมล้นด้วยความดีใจโล่งใจเหลือคณา

“ขอบคุณ..ขอบคุณ...ที่พานารุโตะกลับมา...ขอบคุณที่อยู่ที่นี่นะซาสึเกะคุง”  

ฝ่ามือของซาสึเกะทาบลงบนแผ่นหลังของซากุระอย่างปลอบโยน

“ฉันเองก็สัญญากับนารุโตะ....ว่าจะพาเขากลับมาให้ได้...ฉันก็ต้องทำให้ได้สิ.....

แม้ว่าจะยาก..หรือแม้แต่ต้องตาย..ก็ตาม....”

ซากุระเป็นฝ่ายคลายอ้อมกอดก่อน ยกมือปาดน้ำตา 

"เธออ่อนโยนขึ้นมากเลยนะ..ซาสึเกะคุง" 

ฉีกยิ้มกว้างอย่างมีความสุขแบบที่ซาสึเกะไม่เคยได้เห็นตลอดเวลาที่เขาได้มีโอกาสอยู่ร่วมทีมกัน

ท่ามกลางโถงทางเดินในโรงพยาบาล แม้ว่าจะมีครูคาคาชิและครูอิรุกะอีกทั้งหน่วยแพทย์และพยาบาลยืนอยู่

แต่เขาก็ไม่อายที่ดวงตาทั้งสองข้างมีน้ำใสๆไหลริน เพราะมันคือน้ำตาของความสุขใจ ตื้นตันใจ

และความโล่งใจที่เด็กผู้ชายคนหนึ่งจะปลดปล่อยออกมาได้

 

ซาสึเกะรู้ดีว่านี่เป็นเพียงการเริ่มต้น ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่เขาต้องจัดการสะสางและรอคอย

เรื่องโอโรจิมารุ...เรื่องแสงอุษา..... เรื่องจิ้งจอกเก้าหาง.....

 

...... เรื่องของนารุโตะ.........

 

.......เรื่องของเขาทั้งสองคน.......

 

แต่ตอนนี้สิ่งที่เขารู้ดีที่สุดคือ...

อย่างน้อยชีวิตที่เขาเคยเลือกผิดพลาดมาตลอด ครั้งนี้จะเป็นครั้งที่ถูกต้องที่สุด

นั่นคือการเลือกที่จะรัก...และเลือกที่จะอยู่ดูแลปกป้องนารุโตะ....

 

......ด้วยชีวิตของเขาเอง......

 

...TBC.....


มันจบตอนแล้ว     เฮ้!!!!  แต่ยังไม่จบเรื่อง เฮ้อออ

ฟิคล่าช้าตามเคยค่า....ขออภัยจริงๆค่า

ด้วยชิวะไม่สามารถนั่งหน้าจอคอมได้นานๆเหมือนเมื่อก่อนน่ะค่ะ 
 

นั่งนานแสบตาน้ำตาไหล(ประหนึ่งใครหั่นหอมมาป้ายไว้) <--เว่อร์นิ

ชิวะเลยพยายามแบ่งเวลาไม่อยู่หน้าจอนาน จะแต่งฟิคแต่งนิยายก็เลยได้ทีละหน่อยๆ

เหตุมันมาจากช่วงอยู่มหาลัยทำงาน+เล่นหน้าจอคอมตลอด

อาการเริ่มออกหลังเรียนจบ บางครั้งตามันพร่าไปหมด

เคยอยู่ๆภาพก็มืดทั้งที่ลืมตามาสองหน

ปัจจุบันเลยต้องปั่นฟิค+นิยาย สลับกับพักสายตา

บางวันถ้าแสบมากๆก็ต้องเลิกไปพักทั้งวันเลยค่ะ

 

ยังไงก็ขออภัยนักอ่านทุกท่านด้วยนะคะ ที่ฟิคลงช้ามากกก

แต่ยังไงจะพยายามทยอยแต่งทยอยลงจนจบแน่ค่ะ


edit @ 24 May 2011 21:49:30 by ชิวา

แจ้งข่าวสักหน่อยค่า

posted on 07 Mar 2011 22:36 by crazy-naruto  in Missalenous
 
ชิวะงานเข้าอีกแล้วค่า
 
พอดีช่วงนี้มีนัดสัมภาษณ์งาน อาจจะยังไม่ว่างพักใหญ่ๆเลย

ไม่รู้ว่าจะได้หรือไม่ได้เหมือนกันค่ะ
 
แต่ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ดี ดีทั้งสองทางแต่ดีคนละอย่าง

หุหุ 
 
ถ้าได้ก็ดีมีงานทำมีเงินเดือนพ่อแม่หายห่วง
    
ถ้าไม่ได้ก็ดีจะปั่นฟิคและนิยายที่ค้างต่อให้จบ

 
ก่อนไป ขอให้ทุกคนมีความสุข มีแต่ได้กับได้(ในทางที่ดี)ด้วยเช่นกันนะคะ

ส่วนฟิครอกันอีกหน่อยนะ จะพยายามปั่นต่อให้จบทุกเรื่องแน่จ้า

Devil Desire 17

posted on 03 Feb 2011 11:42 by crazy-naruto  in Devil
 

Devil Desire

ตอนที่  17

 

ยามเช้าใกล้เข้ามาทุกขณะ แต่เด็กหนุ่มอุจิวะก็ยังคงไม่ยอมหยุดพักแม้เสี้ยววินาที 

แขนยังกระชับแน่นรอบตัวร่างที่หลับใหล  

 

6 ชั่วโมงแล้วที่ซาสึเกะมุ่งขึ้นเหนือเพื่อออกอ่าวโอโตะ

สังเกตจากพืชพันธุ์บางชนิดและความร่มครึ้มของเงาไม้ที่บางลง คิดว่าคงอีกไม่ไกล

 โอโรจิมารุอาจจะรู้ตัวแล้วก็ได้ว่าเขากับนารุโตะหายตัวไป

 

ได้แต่ภาวนาให้ฝ่ายนั้นรู้ตัวช้าที่สุด และออกตามหาไปคนละทางกับที่เขามุ่งตรงมา

 แต่ไม่ว่ายังไงก็ต้องรออยู่แถวชายป่าเพื่อหลบแดดร้อน

การเดินข้ามอ่าวตอนเที่ยงวันคงเป็นความคิดที่โง่เกินไป 

กลางทะเลร้อนระอุ  ไอแดดแรงกล้าจะพัดพาละอองน้ำเค็มให้ลอยคลุ้งขึ้นมา

คงเหนอะหนะตัวพิกล และกลางทะเลคงไม่มีร่มไม้ใบบังไว้พักเหนื่อยอย่างแน่นอน

ลำพังแค่เขาคนเดียวมันไม่เป็นปัญหาหรอกแต่นารุโตะคงไม่ไหวแน่ เผลอๆอาจจะเป็นลมแดด

ไม่ก็ไข้ขึ้นได้ง่ายๆ แล้วอาการก็คงจะแย่ลงไปอีก

 

เด็กหนุ่มจึงตัดสินใจที่จะหยุดพัก รอให้เลยช่วงบ่ายไปก่อนแล้วค่อยเดินทางต่อ

สายตาคมกวาดไปทั่วเมื่อมองหาต้นไม้ที่เหมาะใจก็กระโดดขึ้นไปทันที

เลือกเฟ้นกิ่งหนาพอที่จะรองรับน้ำหนักคนสองคนได้

แกร๊บ!~~

“ชิ!!”

สบถออกมาด้วยความไม่พอใจ ตอนที่เท้าเหยียบพลาดไปโดนกิ่งแก่ แคระแกร็น จนเสียการทรงตัวเด็กหนุ่มหน่วงจักระที่ฝ่าเท้าเพิ่มเพื่อยึดกับลำต้น  

การปีนขึ้นมาโดยแบกรับน้ำหนักทั้งของตัวเองและนารุโตะไม่หนักหนานักในยามปรกติ

แต่การเดินทางรอนแรมโดยไม่ได้หยุดพักก่อนหน้านี้ทำให้กล้ามเนื้อขาของเขาล้า   

 

พอได้กิ่งหนา แข็งแรงพอ ร่างสูงจึงทิ้งตัวลงอย่างเหนื่อยอ่อน เอาหลังพิงต้นไม้ใหญ่

วางนารุโตะไว้บนตัก แล้วจัดผ้าห่อตัวที่หลุดหลุ่ยของร่างในอ้อมแขนให้เข้าที่เข้าทาง

 

เนตรสีแดงยังคงฉายชัด ไม่อาจคลายคาถาพรางลงได้ 

กอดนารุโตะที่กำลังหลับสนิทไว้แน่นพอที่จะไม่ให้อีกฝ่ายดิ้นตกลงไป  เด็กหนุ่มหลับตา

ไม่ได้คิดว่าจะเข้าสู่นิทรา แค่ขอพักสักหน่อยเท่านั้น

รับรู้ถึงลมหายใจอุ่นๆเป็นจังหวะสม่ำเสมอปะทะที่แผ่นอกของตน

“ ขี้เซาจริงนะนาย ”

เอ่ยด้วยน้ำเสียงรักใคร่เอ็นดู ความผ่อนคลายค่อยๆเข้าครอบคลุม

พร้อมกับดวงอาทิตย์ที่เริ่มขึ้นสูงสู่ฟ้า 

เสียงลมกระทบใบไม้ปลิวไหวเสียดสีกันเองดัง “แซ่กๆ”  นกที่พากันร้องเจื้อยแจ้วอยู่ไกลๆ

ท่วงทำนองเสนาะโสตของดนตรีธรรมชาติ

ทั้งสองร่างที่อิงแอบกันอย่างสงบ ท่ามกลางหมู่ไม้สีเขียวชอุ่ม แต่ไม่มีแม้สักคนจะได้เห็น 

คาถาพรางอันทรงพลังที่ก่อเกิดขึ้นด้วยพลังเนตร ขีดจำกัดสายเลือด และความรัก!

 

ช่วงบ่ายคล้อยเดินทางผ่านไปอย่างเนิบนาบ  ไอแดดร้อนระอุเริ่มคลายตัว

แต่นารุโตะไม่มีทีท่าว่าจะตื่นเลยแม้แต่น้อย

‘คงจะเหนื่อยมากสินะ’ซาสึเกะคิด

แม้ว่าเขาจะอุ้มเอาไว้ตลอดเวลาแต่ยังไงก็หลีกเลี่ยงการกระทบกระเทือนไม่ได้ทุกครั้งที่วิ่งหรือกระโดด

อีกทั้งทางที่ผ่านมาจะหยุดพักบ่อยๆก็ไม่ได้ นารุโตะคงจะเพลีย

พอไม่ได้น้ำกับอาหารเพียงพอ ร่างกายเลยสั่งให้อยู่ในภาวะที่ใช้พลังงานน้อยที่สุดคือหลับเสีย

 

“ถ้าข้ามอ่าวไปฝั่งนู้นได้ก็คงสบายขึ้นแล้วล่ะ อดทนหน่อยนะ” ซาสึเกะกระซิบแผ่วเบาที่ริมหูของคนรัก

เมื่อแสงสุริยาทอดตัวอ่อนลง เขาจึงกระโจนลงจากที่อำพรางบนต้นไม้ใหญ่และเริ่มเดินทางต่อ

หยุดยืนที่ชายหาดกว้างเงียบสงบ เวิ้งน้ำสีฟ้าอมเขียวและระลอกคลื่นน้อยๆของอ่าวโอโตะช่างสวยงาม

ลมทะเลโชยเอื่อย ธรรมชาติรอบตัวทำราวกับว่า.....

เขาทั้งสองมาพักผ่อนหย่อนใจไม่ได้กำลังหลบหนีอันตรายที่อาจตามมาได้ทุกวินาทีอยู่กระนั้น

 

พอเท้าของเด็กหนุ่มร่างสูงแตะบนผิวน้ำ ร่างในอ้อมแขนก็กระดุกกระดิกขยับตัว

“ซา...สึเกะ...”

 

นัยน์ตาสีฟ้าสดสบมองเขา ผลข้างเคียงของยาเสพติดคงจางไปแล้ว....

 

 “ นารุโตะไหวไหม ”

“ อือ ...... เราจะไปที่ไหนกัน ”

เสียงนั้นแผ่วหวิวคล้ายคนกำลังจะตกสู่ห้วงนิทราอีกครั้ง 

คนถูกถามกระชับอ้อมแขนที่อุ้มอีกฝ่ายให้แน่นขึ้นอีก

เพราะถ้าตกลงไปตอนนี้ นารุโตะคงจมน้ำเป็นแน่

เมื่อจักระใช้ไม่ได้ แค่จะยืนบนผิวน้ำก็เป็นเรื่องยากลำบากเหลือเกินสำหรับร่างในอ้อมกอดเขา

 

“ ถ้าข้ามทะเลไปถึงฝั่งนั้นได้แล้วเดินต่อสัก 7-8 วันก็ถึงโคโนะฮะแล้ว

แต่ไม่ต้องห่วงเราจะแวะพักเป็นระยะ ถ้านายเหนื่อย ”

 

“แล้วพวกโอโตะ...”

“ชู่ว  นายเลิกกังวลถึงพวกนั้นได้แล้ว ทุกอย่างปล่อยให้ฉันจัดการเอง”

“แต่ว่าอาการอยากยาของฉัน...”

“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฉันจะอยู่กับนาย จะดูแลปกป้องนายแน่นอน  อย่าห่วงเลยนะ”

นารุโตะยิ้มบางๆพลางพยักหน้าหงึกรับคำ แขนที่โอบไหล่กว้างของซาสึเกะกระชับแน่นเช่นกัน

เด็กหนุ่มร่างสูงจูบหน้าผากคนในอ้อมแขนเพื่อย้ำความมั่นใจ เดินไปได้สักพัก

นารุโตะก็ดึงความสนใจของเขาอีกครั้ง

“ซาสึเกะ หยุดก่อน”

“หือ”

“ดูสิ”

นารุโตะสะกิดเขาแล้วใช้นิ้วเรียวขาวละมุนชี้ออกไป

นัยน์ตาสีรัตติกาลฉายสะท้อนภาพเวิ้งฟ้ายามเย็นตัดกับพื้นทะเลกว้างสุดสายตา

ทอแสงระยิบระยับจากแสงตะวันใกล้ตกดิน

 เมฆเคลื่อนคล้อย ลอยอ้อยอิ่งเปลี่ยนแปลงรูปทรงไปเรื่อยๆเหนือเขาทั้งคู่ 

ที่ยืนอยู่ท่ามกลางท้องฟ้าทะเลกว้าง

ปลาตัวเล็กหลายตัวกระโดดลอยลิ่วขึ้นมาจากผิวน้ำก่อนทิ้งตัวลงน้ำดังจ๋อม ดูน่ารัก

 เบื้องหน้าไกลๆเป็นแผ่นดินสีเขียวทอดตัวยาวคล้ายมังกรตัวใหญ่

 

งดงามจับตา..........

สะกดเขาทั้งคู่ให้หยุดนิ่งดั่งต้องมนต์มายา

 

"สวยดีนะ"  ร่างสูงเอ่ยขึ้นเริ่มออกเดินอีกครั้ง แต่เป็นการเดินที่เชื่องช้าเนิบนาบ

รู้ดีกว่าราตรีกาลกำลังเคลื่อนตัวพาดผ่าน ฟ้าเริ่มเป็นสีน้ำเงินเข้มมากขึ้น

หมู่ดาวน้อยใหญ่พากันอวดโฉม เปล่งประกายคล้ายผงกากเพชรโปรยลงบนผ้าสีดำผืนใหญ่ 

รับรู้ถึงความตื่นตาตื่นใจต่อทิวทัศน์ที่กำลังเปลี่ยนไปของนารุโตะ  

พวกเขาอยู่อยู่ ณ จุดกึ่งกลางของกลางวันและกลางคืน

กึ่งกลางระหว่างความมืดและแสงสว่าง..............

 

พอมาถึงชายฝั่ง รัตติกาลก็โรยตัวโอบล้อมทั้งท้องฟ้าไว้หมด 

                ขายาวๆของซาสึเกะยังคงก้าวต่อไปอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย เป็นจังหวะสม่ำเสมอมั่นคง 

พ้นชายหาดเข้าไปเป็นป่าไม่หนาทึบมากนัก แต่ก็พอจะอำพรางเขาทั้งคู่จากพวกโอโตะได้บ้าง 

ซาสึเกะหยุดเดินเมื่อพบกับลำธารเล็กๆ

 

เขาวางร่างในอ้อมแขนลงพิงข้างต้นไม้ต้นหนึ่ง  

ตัวเองค้นกระติกน้ำในกระเป๋าตรงไปยังลำธารใสเย็น

รองน้ำจนเต็มแล้วเดินกลับมาอย่างรวดเร็วราวกับว่ากลัว นารุโตะจะหายตัวไป

“ดื่มน้ำสักหน่อย จะได้สดชื่น”  ซาสึเกะยื่นกระติกให้ 

ดวงตาสีฟ้ามองมาอย่างขอบคุณก่อนจะเอ่ย

“ไม่เป็นไร นายน่ะแหละ ควรจะดื่ม แบกฉันมาทั้งวัน เหนื่อยแย่”

“หึ แค่แบกนายคนเดียว เบาะๆน่า”

“อวดเก่งเหมือนเดิมเป๊ะเลยนะ คุณชายอุจิวะ”  ร่างบอบบางกระเซ้าเย้าแหย่

ซาสึเกะส่งเสียง หึ อีกครั้ง แล้วยิ้มมุมปากให้ 

จากนั้นยกกระติกกรอกน้ำเข้าปากและประกบเข้ากับปากเก่งๆของคนข้างๆ

 

ความเย็นรื่นของน้ำไหลซึมซาบผ่านเข้ามา

แต่จูบของซาสึเกะกลับร้อนผ่าวราวกับจะไหม้ริมฝีปากของเขาเสียให้ได้ 

เป็นการดื่มน้ำที่ชวนวาบหวามใจชะมัด ร่างสูงค่อยๆถอนริมฝีปากออกไป

นิ้วเรียวแกร่งปาดหยดน้ำที่ไหลเลอะใต้คางให้อย่างรักใคร่ 

 

“ คืนนี้เราคงต้องพักกันที่นี่ก่อน ”

ว่าจบเด็กหนุ่มร่างสูงก็ลุกขึ้นเดินหากิ่งไม้ ใบไม้แห้งแถวนั้นมาเป็นเชื้อไฟ

เด็กหนุ่มร่างบางรู้ดีเป็นเพราะเขา  การเดินทางจึงล่าช้าและต้องเพิ่มความระมัดระวังขึ้นไปเป็นเท่าตัว

 แถมเขาไม่รู้ว่าอาการ “อยากยา” มันจะเริ่มอีกเมื่อไหร่ด้วย  

หัวใจกระหวัดกลับไปหาชายผิวขาวและนัยน์ตาสีอำพันที่ตนจากมา

โอโรจิมารุจะทำเช่นไรหนอเมื่อรู้ว่าเขากับซาสึเกะไม่ได้อยู่ที่นั่นอีกต่อไปแล้ว.....

 

จะออกตามล่าอย่างที่เคย...

หรือตัดใจหาร่างใหม่และปล่อยเขากับซาสึเกะไป

“อยู่กับฉันนะ อย่าหนีไปไหน”

ประโยคที่ชายร่างสูงเคยเอ่ยกับเขาก้องอยู่ในหัว ทำเอารู้สึกเศร้าขึ้นมา และในความเศร้านั้นมีความรู้สึกผิดปะปน

นารุโตะถอนหายใจเฮือกใหญ่

“แล้วแต่โชคชะตาจะพาไปเถอะ”

เอ่ยได้แค่นั้นก็ต้องยุติความคิดเลื่อนเปื้อนลง เปลี่ยนความสนใจไปที่กระเป๋าที่ซาสึเกะแบกมาด้วยแทน

ท่าทางจะมีเวลาเตรียมตัวไม่มากนัก ข้าวของจึงน้อยแบบนี้ 

แต่นารุโตะก็ไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนเลยซักนิด

 

ขอแค่ให้ได้อยู่ด้วยกันเถอะ อย่างอื่นมันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว!!!

 

แหวกกระเป๋าเปิดดูของข้างใน ก็พบกับความประหลาดใจ

“ชุดเก่งของเรานี่นา  ซาสึเกะหยิบมาให้ด้วยเหรอเนี่ย”

 

มือเล็กขาวดึงเสื้อแจ็กเก็ตสีส้ม ดำ ออกมาวางไว้บนตัก ตามด้วยกางเกง

ค้นลึกลงไปใต้กระเป๋าอีกนิดก็พบผ้าห่มอีกหนึ่งผืน

 

‘อย่างน้อยก็ไม่ต้องนอนหนาวกลางป่าล่ะ’ 

เด็กหนุ่มผมสีดวงตะวันคิดอย่างดีใจ พลางเอากระเป๋าวางไว้ข้างตัว 

พอได้ชุดของตัวเองคืน นารุโตะจึงยืนขึ้น หันซ้ายแลขวามองหาเด็กหนุ่มร่างสูงว่าอยู่แถวนั้นหรือไม่

ถามตัวเองในใจอย่างขันๆว่าจะอายซาสึเกะอีกทำไม

ทั้งๆที่หมอนั่นเคยเห็นเขาเปลือยนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว 

เมื่อมั่นใจว่าไม่ได้อยู่ในระยะสายตาของเด็กหนุ่มร่างสูง

นารุโตะจึงคลายผ้าที่ห่อรอบตัวออก

 

เรือนร่างบอบบาง สะโอดสะอง  ผิวสีน้ำผึ้งแต่เก่าก่อนแปรเปลี่ยนเป็นสีน้ำนม ขาวนวลผุดผาด

ที่แผ่นอก หน้าท้อง และแผ่นหลังมีรอยแดงเป็นจ้ำๆกระจายตัวอยู่ประปราย

คล้ายดอกซึบากิสีแดงบนพื้นหิมะสีขาวละมุน

 

ดึงซิปเสื้อ รูดขึ้นจนปิดถึงคอ ก่อนเอาขาเรียวยาวยัดเข้าไปในกางเกงอย่างรีบๆ

“เอ๊ะ ทำไมมันหลวมๆ แฮะ” 

นารุโตะพึมพำเมื่อติดกระดุมที่กางเกงเสร็จเรียบร้อย นี่เขาผอมลงหรือยังไงกัน

อาจจะเป็นเพราะไม่ค่อยได้ทานอะไรมากนักกระมัง 

ช่วยไม่ได้ ก็มันไม่มี ราเม็ง ของโปรดเขานี่นา

สงสัยถ้ากลับถึงโคโนะฮะได้คงต้องดิ่งไปร้าน อิจิราคุ อันดับแรกซะแล้ว

 

เพียงนึกถึงหมู่บ้านมันก็ทำให้เขายิ้มได้อย่างมีความสุข

แล้วนี่ถ้าหากว่าซาสึเกะกลับไปอยู่ด้วยกันมันจะเยี่ยมยอดขนาดไหน

 

อยู่ดีๆรอยยิ้มก็หุบลง  ความคิดเรื่อง  “อาการอยากยา”  ยังกวนใจ

ไม่อยากจะเป็นภาระให้ซาสึเกะต้องลำบาก  ถ้าระหว่างทางเขาเกิดอาการขึ้นมาล่ะ

ตราบใดยังไม่ถึงหมู่บ้าน อาการอยากยา มันจะเป็นอุปสรรคมาก

อย่างน้อยฤทธิ์ยาเสพติดสีแดงเลือดมันก็ทำให้เขาสงบ  นารุโตะคว้ากระเป๋ามาอีกครั้ง คราวนี้ค้นช่องด้านหน้า

“ผ้าพันแผล  ยาฆ่าเชื้อ  แล้วก็....ห่ออะไรล่ะเนี่ย ใหญ่ชะมัด”

มือเล็กหยิบห่อกระดาษสีน้ำตาลขึ้นมา แก้เชือกที่มัดไว้แน่นหนาออก 

พอคลี่กระดาษก็พบกับห่อพลาสติกใสสุญญากาศอย่างดีอีกชั้น 

สิ่งที่บรรจุอยู่เต็มลักษณะเหมือนใบชาอบแห้ง

ตาเหลือบไปเห็นข้อความที่พิมพ์ไว้บนกระดาษที่เพิ่งแกะออกเมื่อครู่

 

~~  หญ้าขนตามังกร  ใช้ขับพิษได้ทุกชนิด  ใช้ต้มกับน้ำสะอาดแล้วดื่ม  ~~

 

ข้างล่างเป็นลายมือหวัด เขียนแบบรีบๆ  

 

~~ เอาให้นารุโตะดื่มระหว่างเดินทาง ทุก 4 ชั่วโมง จะช่วยให้อาการอยากยาทุเลาได้บ้าง ~~

 

กลุกๆๆ~~~

เสียงของบางอย่างหล่นกลิ้งลงมาจากก้นห่อกระดาษ หลอดยาสีแดงพร้อมเข็มสำหรับฉีดได้ทันทีนอนนิ่งอยู่ตรงหน้าสามสี่หลอด 

 

“ระหว่าง ต้องให้ซาสึเกะแบกเธอที่นอนนิ่งๆกับคอยพาเธอที่คุ้มคลั่งตลอดเวลากลับโคโนะฮะ

แบบไหนจะดีกับหมอนั่นมากกว่ากัน”  เสียงของคาบูโตะเหมือนจะแว่วมาให้ได้ยิน

นารุโตะจึงเข้าใจได้ทันที ในขั้นที่อาการอยากยารุนแรงและสถานการณ์กำลังอันตรายการใช้ยาจะทำให้เขาสงบ

ง่ายกับซาสึเกะมากกว่าในการจะพาเขาหลบหนี

ร่างบอบบางยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดน้ำตาที่เอ่อขึ้นมาเฉยๆ ภาพของชายหนุ่มเรือนผมสีเงินรวบไว้ด้านหลัง

แววตาที่เรียบนิ่งหลังกรอบแว่นคาดเดาอารมณ์ได้ยาก แต่ทว่าการกระทำแสดงออกอย่างเต็มที่ว่าเป็นห่วงเขา

ช่วยเหลือเขาตลอดเวลาที่อยู่ที่โอโตะ 

 

“ขอบคุณมากฮะ คาบูโตะซัง”

ค่าตอบแทนคือจุมพิตเท่านั้นเอง....

 

เมื่อซาสึเกะกลับมา สีหน้าดูแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นเขาสวมเสื้อผ้าชุดเก่ง ร่างสูงโปร่งทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ

สองมือหยิบกิ่งไม้มาสุมก่อกองไฟขนาดย่อมอย่างคล่องแคล่วก่อนนำเห็ดป่าที่เก็บได้ มาเผาเป็นมื้อเย็น

“วันนี้กินเท่านี้ไปก่อนแล้วกัน ขอโทษทีนะ”  น้ำเสียงของซาสึเกะคล้ายสำนึกผิดจนเขาต้องรีบเอ่ย

“โอ๊ย ขอโทษอะไร แค่นี้ก็พอแล้วน่ะ”

 

อาหารเย็นดำเนินไปอย่างเงียบเชียบ มีเพียงสายตาเท่านั้นที่มองสบกันเป็นระยะ แล้วต่างอมยิ้มให้กัน

ดูก็รู้ว่า ซาสึเกะกำลังมีความสุข

ใบหน้าคมคาย และนัยน์ตาสีรัตติกาลที่นารุโตะคิดถึงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

แสดงชัดถึงความปรีดิ์เปรมที่มีเขาอยู่เคียงข้าง

จบมื้อเย็นได้ครู่หนึ่ง เด็กหนุ่มจิ้งจอกเก้าหางรับหน้าที่เก็บเศษหิน เศษใบไม้ออกไปจากบริเวณที่จะนอน  

ขณะที่ซาสึเกะใช้คาถาพรางรอบๆที่พักของพวกเขา

ผ้าสีขาวที่ใช้ห่มตัวตอนถูกอุ้มมาจากโอโตะกลายเป็นผ้าปูรองนอนชั่วคราวในค่ำคืนนี้

แม้จะผืนไม่ใหญ่แต่ถ้าเบียดกันหน่อยก็พอจะนอนได้ 

ความตึงเมื่อยล้าค่อยคลายไปเมื่อแผ่นหลังเอนราบไปกับพื้น

ซาสึเกะล้มตัวลงนอนอยู่ข้างๆ แขนแข็งแกร่งโอบรอบตัวเขาแล้วกระชับแน่น

 

ดวงตาสีฟ้าจับจ้องแสงจันทร์ที่ส่องลอดใบไม้ลงมากระทบผิวของเขาทั้งสองคน

แสงและเงาที่ไหวระริกเริงระบำบนใบหน้าคมคายของซาสึเกะ ช่างน่าหลงไหล

เผลอเอานิ้วเกลี่ยไปตามโหนกแก้มและสันกระดูกใต้คาง

ไม่อยากจะเชื่อว่าเขาจะรักซาสึเกะได้มากขนาดนี้

 

พื้นหญ้าเขียวชอุ่มดั่งพรมนุ่ม ปูลาดออกไปเป็นทางยาว 

แม้คืนนี้จะไม่มีที่พักอบอุ่น ไม่มีผ้าห่มเนื้อดี แต่มีความสุขเหลือเกิน

มีความสุขที่ได้อยู่ด้วยกันกับคนที่เฝ้ารอคอยมาตลอด 

จะใช้ท้องฟ้าดาษดาดาวมาห่มคลุม จะใช้พื้นดินกลิ่นใบหญ้าอันมั่นคงมาโอบอุ้ม

อยากจะขอให้ค่ำคืนนี้ยาวนานออกไป ให้ได้หลับใหลอยู่เคียงข้างกันเช่นนี้ 

ให้ได้อยู่ในอ้อมกอดของกันและกันแบบนี้ไปอีกแสนนาน 

พรุ่งนี้เช้าเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาคงมีความสุขยิ่งกว่าเช้าวันไหนๆ

“ฉันรักนาย ซาสึเกะ”

“ฉันก็รักนาย นารุโตะ”

ตอนนี้ไม่มีอะไรมาขวางกั้นคนทั้งคู่ได้อีกแล้ว 

ริมฝีปากร้อนๆบดเบียดเข้าหากัน

นารุโตะอ้าปากยอมให้ลิ้นของเด็กหนุ่มนัยน์ตาสีรัตติกาลตวัดควาน และหยอกล้อลิ้นของเขาเองไปทั่ว 

มือหนารูดซิปเสื้อลงแล้วแหวกออกเผยให้เห็นยอดอกที่แข็งเป็นไต บ่งบอกถึงอารมณ์ที่พุ่งขึ้นสูง

ดวงตาสีฟ้าหรี่ปรือ

สัมผัสไอร้อนจากฝ่ามือของซาสึเกะ ที่ลากหนักๆผ่านผิว ภายใต้เสื้อแจ็กเก็ตของเขา

“นายอุตส่าห์แต่งตัว  แต่ฉันก็จะมาถอดมันอีกซะแล้ว...” 

เสียงทุ้มนุ่มของซาสึเกะเอ่ยขึ้น แสร้งทำเสียงรู้สึกผิดทั้งที่กำลังสนุกกับการเปลื้องผ้าเขาอยู่แท้ๆ 

นารุโตะเห็นแจ็กเก็ตลอยหวือไปอยู่ข้างๆกระเป๋า

“นายเองก็ถอดซะด้วยเลยสิ...”

 

ใบหน้าคมคายคลี่ยิ้ม แล้วจัดการถอดเสื้อตนเองออก ปล่อยให้แผ่นอกเปลือยเปล่าสัมผัสเสียดสีกัน

เหมือนกระแสไฟฟ้าอ่อนๆวิ่งแล่นไปทั่วร่าง

มองลึกลงไปในดวงตาสีฟ้าสด อารมณ์รักกำลังคุกรุ่น

เขาต้องการคนคนนี้มาเนิ่นนานเหลือเกิน 

ตอนนี้นารุโตะอยู่ภายใต้ร่างของเขา กอดก่ายแนบชิด ไม่จำเป็นต้องหักห้ามใจอีกต่อไป

สังเกตเห็นอีกฝ่ายอยู่ๆก็หน้าแดงจัด เลี่ยงไม่ยอมสบตาเขาขึ้นมา

“เขินอะไรขนาดนั้น”

“กะ ก็ ไอ้นั่น..ของนาย มันดันของฉันอยู่นี่...”

“หึ หึ ของนายเองก็ดันของฉันอยู่เหมือนกัน”

“อ๊ะ อื้อ ซาสึเกะ!! อย่าแกล้งสิ!!” 

ร่างบอบบางประท้วง เมื่อซาสึเกะกดสะโพกลงเพื่อให้ส่วนนั้นของพวกเขาถูไถกัน

มือของเด็กหนุ่มร่างสูงไม่รอช้าปลดกระดุมกางเกงสีส้มออกแล้วดึงมันโยนไปไว้ข้างๆตัว

เขาคงจะไม่เร็วทันใจร่างข้างใต้ นารุโตะถึงได้เอื้อมมือมาช่วยแก้เชือกที่เอวเขาให้  ผ้าที่ใช้พันรอบเอวหลุดลุ่ย

ริมฝีปากที่ทั้งแดงและนุ่มดูดเม้มที่อกเขา จูบพรมไปทั่ว

ตั้งแต่เนินอก หัวไหล่ไล่เรื่อยมาจนถึงหน้าท้องที่แข็งแรงเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ

ซาสึเกะสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อนารุโตะสอดมือเข้าไปใต้กางเกงเกาะกุมส่วนที่กำลังแข็งขึงเอาไว้

“อืม..ไม่รู้เลยนะว่านาย ร้อนแรงขนาดนี้”

“ก็เพราะนายนั่นแหละ....ตลอดเวลาที่โอโตะ...ไม่รู้รึไงว่า...ฉันต้องการนายมากแค่ไหน..เจ้าบ้าซาสึเกะ”

นารุโตะใช้น้ำเสียงตัดพ้อ

“รู้สิ”

ตอบเพียงสั้นๆแต่นัยน์ตาสีนิลนั้นพลุ่งพล่านไปด้วยอารมณ์รัก ความรู้สึกที่กักเก็บมานาน

เขากำลังจะแสดงมันให้นารุโตะได้เห็นเดี๋ยวนี้แล้ว อาภรณ์ชิ้นสุดท้ายถูกถอดทิ้ง

เผยให้เห็นความเป็นชายได้อย่างชัดเจน ดวงตาสีฟ้าไม่ได้ทอประกายเก้อเขินอีกต่อไป หากฉายแววมั่นใจยิ่ง

กางอ้อมแขนรอที่จะโอบกอดเขา ดั่งสัญญาณว่าพร้อมจะโอบรับทุกสิ่งทุกอย่างที่เขามีเอาไว้ทั้งหมด

ร่างเปลือยเปล่าของทั้งคู่ทาบทับสนิทแน่น

ซาสึเกะใช้ปากและลิ้นปรนเปรอจนร่างทั้งร่างของนารุโตะกระตุกเกร็งอยู่หลายหน

“อ๊ะ อา...อืม...ซาสึเกะ...พอ..อื้อ...ฉันอยากให้..นายเข้ามา.....ในตัวฉัน...”

“หันหลังสิ”

นารุโตะคิดเสียงกระซิบของซาสึเกะยามมีอารมณ์แบบนี้ ยิ่งเซ็กซี่ขึ้นไปอีก

รับรู้ไอร้อนจากแผงอกของซาสึเกะผ่านแผ่นหลังเปลือยเปล่า ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยไหลซึมเข้ามาด้วย

จากนี้ไปแม้ว่าจะต้องเจอเรื่องเลวร้ายแค่ไหน แค่มีซาสึเกะอยู่ เขาไม่กลัวอะไรทั้งนั้น

ร่างสูงเบียดแทรก “ส่วนที่แข็งตึง” เข้ามาช้าๆ

นารุโตะใช้ศอกและท่อนแขนรับน้ำหนักตัว พยายามคุกเข่าให้กว้างๆ เพื่อจะได้รู้สึกถึงซาสึเกะได้เต็มที่

“นารุโตะ..อืม...ข้างในตัวนาย..ร้อนมากเลย..”

“อึ๊ก..ซาสึเกะ...ตรงนั้น อ๊า.!!”

เด็กหนุ่มอุจิวะดันตัวเองเข้าไปจนสุด และคงจะไปสัมผัสโดนถูกจุด

ร่างทั้งร่างของนารุโตะถึงอ่อนยวบแถมส่งเสียงครางหวานๆออกมาอีก

จากที่ตั้งใจจะขยับช้าๆในทีแรก ร่างสูงก็เริ่มเร่งเร้ามากขึ้น ยิ่งนารุโตะครางออกมา

คล้ายว่าอารมณ์ความรักและความใคร่จะยิ่งถูกพัดโหมลุกฮือขึ้นในกายเขา

“อ๊า อา อา ซาสึเกะ..อ๊า..!!”

ร่างที่ชุ่มเหงื่อของคนข้างใต้นอนราบลงกับพื้น แขนไม่มีแรงจะยันตัวขึ้นมา

ความสุขและความเสียวซ่านที่ซาสึเกะมอบให้มันล้นทะลักจนเขาไม่มีแรงจะทำอะไรแล้ว

นอกจากปล่อยให้ซาสึเกะนำไปทุกอย่าง

แขนแข็งแรงยกขาเขาแล้วพลิกหมุนมาไว้ข้างเอว ทั้งๆที่แก่นกายยังเชื่อมติดกัน

ร้อนรุ่มไปหมดโดยเฉพาะตรงส่วนที่กำลังเสียดสีอยู่ในตอนนี้  

จากท่าที่เข้าทางด้านหลังกลายมาเป็นท่าร่วมรักปรกติแทน

เขาเห็นสีหน้าของเด็กหนุ่มผมดำได้ชัดเจนในท่านี้  ซาสึเกะก็กำลังรู้สึกหฤหรรษ์ไม่แพ้กัน!!

นารุโตะยกแขนโอบรอบคอแล้วรั้งซาสึเกะเข้าไปจูบ

มือหนาของเด็กหนุ่มที่อยู่ด้านบนเองก็เกาะกุมส่วนที่อ่อนไหวของเขาแล้วรูดขึ้นลงตามจังหวะที่สอดประสาน

“อ๊ะ..อ๊าาาา” 

“อืม....”  สองร่างที่กระตุกเกร็ง ซาสึเกะปลดปล่อยข้างในตัวเขา เขาเองก็ปลดปล่อยในมือของซาสึเกะ

แต่ทั้งคู่รู้ดี เพลิงรักไม่มีวันดับลงได้ในรอบเดียวเป็นแน่ เมื่อซาสึเกะยังไม่ถอนแก่นกายออกไป

นารุโตะจึงรู้สึกได้ว่าส่วนนั้นของคนรักที่อยู่ในตัวเขาค่อยๆแข็งขึ้นมาอีกครั้ง

รอบนี้ร่างสูงยกตัวเขาขึ้นนั่งคร่อมบนตัก ขณะที่ตนเองเอาหลังพิงกับต้นไม้  

แม้ว่าแรงจะไม่ค่อยมีแล้วแต่เขายังไม่อยากผละจากซาสึเกะไปเลย 

เท่านี้ยังไม่พอกับการรอคอยที่ผ่านมาเลย

จนกระทั่งบทรักดำเนินไปถึงสามรอบนั่นล่ะ....พวกเขาจึงรู้สึกเต็มอิ่ม

 

ร่างกายโชกไปด้วยเหงื่อแต่ไม่มีใครคิดลุกไปล้างตัว ยังคงนอนกอดก่ายกันอยู่ไม่ยอมคลาย

มือของเด็กหนุ่มเนตรสีนิลดึงผ้าที่เขาเตะทิ้งไปตอนร่วมรักขึ้นมาห่ม

แม้ตอนนี้ร่างกายของเขาทั้งคู่จะร้อนรุ่มเพียงใดแต่ลมกลางคืนกลางป่าก็หนาวสะท้านใจไม่แพ้กัน

เขาไม่อยากให้นารุโตะต้องมาเป็นไข้ระหว่างเดินทางหลบหนี

 

“ไว้พรุ่งนี้...ตื่นแต่เช้า...ไปล้างตัวด้วยกันนะ” เสียงเจ้าของเรือนผมสีทองเอ่ยอย่างง่วงงุน

“แล้วไม่รู้สึกหนะเหนอะตัวบ้างเหรอไง เจ้าเบ๊อะเซอะ”

“ฮะ ฮะ แหม คิดถึงชื่อนี้จัง เจ้าเบ๊อะเซอะ..ไม่ได้ยินซะนานเลย”

เอาหัวซุกเข้ากับแผ่นอกกว้างอบอุ่นของซาสึเกะ คล้ายออดอ้อน

“ถ้าเหนอะหนะตัวแบบนี้กับนาย...เก๊าะ โอเค..”

ประโยคนั้นทำเอาเด็กหนุ่มที่ช่างเก๊กขรึมต้องหัวเราะดังๆ ด้วยความชอบใจ

 

เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่พวกเขาได้นอนหลับไปพร้อมกับหัวใจที่เต็มอิ่ม........

หัวใจที่โหยหากันและกันมายาวนานได้รับการตอบสนองแล้ว.......

TBC

อู๊ยยย กว่าจะลงเอยกัน ปาเข้าไป 17 ตอน อ่านแล้วเหนื่อยแทนเฮียเกะกะน้องโตะ

ส่วนตัวชิวะกำลังคิดว่าบท Ero ระหว่างเกะโตะมันแปลกๆนิดหน่อย แต่ก็ไม่รู้ว่าจะแก้จะตัดตรงไหนดี

เลยเป็นเช่นนี้แหละค่า ท่านผู้อ่านคิดอย่างไร เม้นต์แนะนำไว้ได้นะจ๊า

Devil Desire 16

posted on 22 Jan 2011 00:29 by crazy-naruto  in Devil
 

Devil Desire

ตอนที่ 16

 

 

เธอคือแสงตะวันที่สาดส่องเข้ามาในห้องมืดที่ปิดตาย

นำพาสีสันของโลกใหม่มาให้เห็น......

ทำให้ได้รู้ว่าการมีชีวิตอยู่นั้นดีอย่างไร.......

หากสูญเสียเธอไป...

ฉันจะยอมอยู่อย่างคนตาบอด

ไม่ปรารถนาแสงสว่างใดใดอีกเลย......

..............................................................................

 

แสงแดดรำไรในยามเช้า กับทุ่งดอกหญ้าข้างทาง

เดินทอดน่องอย่างเชื่องช้าไปกับเด็กหนุ่มจิ้งจอกเก้าหาง

รอยยิ้มที่มอบให้มาช่างอ่อนหวานนัก

หลงรักเด็กที่อายุอ่อนกว่าหลายสิบปีแบบนี้ บางครั้งก็ทำเอาเก้อเขินอยู่เหมือนกัน

โอโรจิมารุลอบยิ้มอยู่เงียบๆกับตนเองขณะมองร่างบางเดินไปเด็ดดอกหญ้ามาถือเล่น

 

ถือวิสาสะคว้ามืออีกข้างที่ว่างอยู่ของนารุโตะมาจูงไว้

รายนั้นยิ้มคลี่ยิ้มน้อยๆอีกหนนำพาความอบอุ่นซึมแทรกขึ้นในอก   

ความรู้สึกหลากหลายที่ไม่เคยได้รู้จัก

อ่อนโยน หวานล้ำ นุ่มนวล

......ความรัก....คือแบบนี้เองหรือ.....

สิ่งนี้ใช่ไหมที่ตามหามาทั้งชีวิต.......

 

เปรี๊ยะ!!!!!!!!!!!!!

 

“อะไรน่ะ!!!”

เสียงปริแตกของอะไรบางอย่างดังสนั่นที่ด้านหลัง

พอเขาทั้งคู่หันกลับไปดูก็ต้องตกใจแทบสิ้นสติ

ทัศนียภาพของทางเดินเลียบทุ่งมีรอยแตกแยกออก ดั่งภาพในกรอบกระจกที่ถูกทุบ

 

“ รอยแยกของมิติ ใครกัน!! ”

 

เศษปริแตกของภาพเบื้องหน้าเริ่มหลุดร่อนออกเผยให้เห็นแค่พื้นสีดำที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง

พลันรอบข้างก็เริ่มหมุนคว้างเหมือนน้ำวนและค่อยๆถูกดูดกลื

นเข้าไปในใจกลางสีดำสนิทนั้น ความมืดโรยตัวครอบคลุมไปทั่วบริเวณ

แสงสว่าง สีเหลืองทองของดวงตะวันและดอกหญ้า

 

สีฟ้าของท้องฟ้า สีเขียวของใบไม้ ถูกกลืนหายไปทีละน้อย

ตื่นตระหนกเมื่อพบว่า ร่างของนารุโตะที่ตนจูงมืออยู่เมื่อครู่

ถูกใครบางคนในเงามืดฉกชิงไป

เนตรสีแดงดั่งเลือดทา จ้องมองหมายมั่นจะเอาชีวิตอยู่เหนือศีรษะ

 

“เนตรวงแหวน ....ซาสึเกะ!!!”

วิ่งตามร่างบอบบางของนารุโตะที่กำลังจะตกไปอยู่ในอ้อมกอดของเด็กหนุ่มนัยน์ตาสีนิลเต็มตัว

ทว่ายิ่งวิ่งเท่าไหร่ราวกับกำลังยิ่งถดถอย แขนขาลีบเล็กลง

พอรู้ตัวยกมือขึ้นมองกลับเห็นมือของเด็กชายผิวขาวซีด

 

เขากำลังจะกลับไปเป็นเด็กที่สูญเสียทุกอย่าง ไร้พลัง ไร้ความแข็งแกร่งใด

ทำได้แค่ยืนมองคนที่รักถูกพรากไปต่อหน้าต่อตา

 

“ไม่นะ อย่าเอาไป!!!” เสียงที่ตะโกนจากลำคอนั้นเจ็บปวด แหลกสลาย

 

นารุโตะเป็นเหมือนแสงสว่างสุดท้ายในชีวิตที่จะไม่ยอมปล่อยหลุดมือ

เขาในร่างเด็กกระเสือกกระสนดั้นด้นไปให้ถึง  

เด็กหนุ่มผมบลอนด์เหมือนจะได้ยินถึงได้หันกลับมาหา

ยื่นมือมาให้ทั้งๆที่อยู่ในอ้อมแขนของซาสึเกะไปแล้วทั้งตัว

เอื้อมสุดแขนหวังเพียงจะได้จับมือเด็กหนุ่มแสนอบอุ่นคนนั้นอีกครั้ง

 

ยังไม่ทันจะได้คว้ามืออบอุ่นนั่นไว้เลย....

 

ฉึก!!!!

 

‘อะไร ทำไม........เจ็บ แบบนี้’

ก้มลงมองที่อก...ดาบเล่มยาวเคลือบพันปักษาเสียบทะลุกลางหัวใจ

 

“อ๊ากกกกกกก!!!!!!”

 

 “โอโร...โอโรจิมารุ...โอโรจิมารุ ตื่นสิ!!!!”

ชายร่างสูงสะดุ้งตื่น เหงื่อไหลซึมทั่วใบหน้าและแผ่นหลัง

 

“เป็นอะไร ฝันร้ายรึไง..”

พอได้สติรู้ว่าเรื่องราวเมื่อครู่คือความฝันก็ถอนใจ

เสียงของร่างบอบบางพาเขาหลุดออกมาจากความฝันที่โหดร้ายนั่น 

พบว่าตนยังนอนหนุนตักของเด็กหนุ่มนัยน์ตาสีฟ้าเช่นเดียวกันกับตอนก่อนจะเผลอหลับ

 

มืออุ่นๆที่เขย่าปลุกเมื่อครู่ยังทาบที่ไหล่ แววตาสีฟ้าดูตกใจและเป็นกังวล

ลุกขึ้นพลางดึงนารุโตะเข้ามากอดแน่น

 

“ฝันร้ายน่ะ แย่จริงๆ” 

 

 “ฝัน???”

 

“ไม่มีอะไรหรอก ฝันร้ายธรรมดาน่ะ พอปวดกระดูกก็เลยนอนไม่สบายเท่าไหร่ เลยเก็บไปฝัน”

 

แม้ว่าจะตอบนารุโตะไปแบบนั้น หากยังคงสังหรณ์ใจกับความฝันเมื่อครู่ไม่คลาย

ซาสึเกะในความฝันดูทรงพลังและน่าหวาดหวั่นเหลือเกิน

พลังเนตรแข็งแกร่งเสียยิ่งกว่าเขา

ความกังวลคลายลงเมื่อมือขาวนวลดึงผ้าห่มที่ร่นลงไปที่ขามาห่มคลุมให้

 

“อีกครึ่งชั่วโมงต้องให้ยาเธออีกแล้วนี่” ชายร่างสูงเปรย  

เด็กหนุ่มในอ้อมกอดผงกหัวน้อยๆ

“รอให้ทุกอย่างเรียบร้อยซะก่อนแล้วฉันจะหยุดยาให้” 

นารุโตะเงยหน้าขึ้นมาดวงตาสีอำพันนิ่ง ดูเหมือนมีอะไรอยากจะพูดแต่ชั่งใจอยู่

 

“ไม่ฆ่าซาสึเกะได้มั้ย”

 

ยังไงก็ยังรักซาสึเกะอยู่สินะ.......

 

โอโรจิมารุไม่ตอบอะไรตามเคย ปิดปากคนถามด้วยจูบหนักหน่วงแทน

แม้ว่าร่างกายของร่างสูงจะไม่แข็งแรงแบบเมื่อก่อน แต่ก็ยังทำให้นารุโตะตกใจ

 

สัมผัสของมือขาวไล้ลงไปตามหน้าท้องจนถึงใต้ร่มผ้า ลิ้นร้อนเลีย วนที่ยอดอก

นิ้วแข็งๆดันแทรกผ่านช่องทางที่ร้อนและบีบรัดเข้าไป

 

“อึ๊ก!! เดี๋ยว..แล้วร่างกาย....ของนาย”

“เป็นห่วงหรือ....แต่คงไม่เท่าห่วงซาสึเกะหรอก จริงมั้ย”

เสียงนั้นพูดเหมือนติดตลกแต่นารุโตะรู้  ตนถูกประชดประชัน

ใช้นิ้วนำทางให้เขาคุ้นชินได้ไม่นาน โอโรจิมารุจึงเบียดแทรกส่วนที่แข็งขึงของตนเองเข้ามา

มือเกาะกุมจุดอ่อนไหวของเขาแล้วขยับขึ้นลงไปพร้อมกัน

 

“ฉะ ฉัน....อึ๊ก....ไม่เคยเทียบใคร..อืม..กับใครทั้งนั้น ไม่ว่าจะนาย..หรือซาสึเกะ อ๊า!!!”

นารุโตะครางออกมาเมื่อสุดจะกลั้น

 ครั้งนี้จบลงรวดเร็วเหมือนโอโรจิมารุตั้งใจให้เป็นอย่างนั้น

 เด็กหนุ่มเอาหัวซุกลงหมอน 

พอร่วมรักกันครั้งใดต้องเป็นเขาที่หมดแรงหลับไปก่อนโอโรจิมารุมันทุกครั้งไป

เจ็บที่คออีกแล้วเมื่อเข็มแหลมถูกปักลงไป

ยาสีแดงเลือดที่โอโรจิมารุบอกจะหยุดให้เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย

 

แต่นารุโตะคิด หากเรื่องเรียบร้อยแล้วจะได้หยุดยา

เขาอยากจะยอมติดยานี่ไปตลอดชีวิต

เพราะมันหมายถึงโอโรจิมารุจะไม่เปลี่ยนร่าง และซาสึเกะจะไม่ตาย  

มันคงเป็นแค่หวังลมๆแล้งๆของเขาคนเดียวกระมัง.....

ตอนนี้เขาจะทำอะไรได้นอกจากภาวนา.....

 

ได้ยินเสียงชายผ้าเสียดสีกันของร่างสูงที่ลุกไปจากเตียง

ตามมาด้วยเสียงครืดคราดของประตูหินที่ปิดลง

 

‘คงจะไปเอายากับคาบูโตะ...’

คิดได้เท่านั้น แล้วเขาก็ไม่รับรู้อะไรอีก

นอกจากสีสันแห่งความฝันที่จัดจ้าบดบังความจริงมากขึ้นทุกที

................................................................

.......................................................................................

 

“เลื่อนวันเปลี่ยนร่างมาเป็นวันพรุ่งนี้แทน”

 

แกร๊ง~~

 

คีมและมีดในมือของชายสวมแว่นร่วงลง เมื่อได้ยินนายเหนือหัวเอ่ยปาก

สายตาสีเหลืองอำพันจ้องมองอย่างสงสัย 

 

“เป็นอะไร มือไม้อ่อนจริง”

 

พอคุยกับคาบูโตะน้ำเสียงที่โอนอ่อนผ่อนปรนเวลาใช้กับนารุโตะก็เรียบเย็นขึ้นทันที

ในห้องทดลองที่มีเพียงแสงเทียนที่วางไว้ตามจุดต่างๆคอยให้แสงสว่าง ช่างน่าขนลุก

 เบื้องหลังร่างที่นั่งเท้าคางอยู่บนเก้าอี้หลังใหญ่เป็นหลอดแก้วขนาดยักษ์

ที่ภายในบรรจุร่างมนุษย์ถูกดองให้คงสภาพอยู่เรียงราย  

ข้างเก้าอี้ที่ปีศาจงูขาวใช้นั่งมีโต๊ะเหล็กยาว

 

คาบูโตะที่สวมเสื้อคลุมสีดำสำหรับกันเปื้อนยืนอยู่ด้านหลังโต๊ะตัวนี้

บนโต๊ะกระจัดกระจายไปด้วยมีดผ่าตัด และคีม ซึ่งบางชิ้นเปื้อนเลือดสดๆวางทิ้งไว้

คาบูโตะเงยหน้าขึ้นจากงานทดลอง แต่มือยังยัดซากงูสีดำมะเมื่อมลงไปในโหลแก้ว

 

“ทำไมเปลี่ยนกำหนดการกะทันหันนักครับ....ทั้งที่ตอนแรกเลือกเกือบจะอาทิตย์หน้า” 

แม้จะเอ่ยด้วยใบหน้าที่นิ่งเฉย

แต่คาบูโตะได้กลิ่นความหวาดหวั่นร้อนรนแผ่ออกมาจากนายตน

จะว่าไปเขาเองก็คงร้อนรนพอกัน เมื่อรู้ข่าวนี้

 

‘ชักจะยุ่งล่ะสิ ทีนี้จะให้สองคนนั่นหนียังไงล่ะ!!!!’

 

“สังหรณ์ใจไม่ดี เลยอยากจัดการให้เรื่องทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยเร็วที่สุด”

 

“แล้วนารุโตะคุง รู้รึยังครับ” เลียบเคียงถามออกไป

 

“ก็คงรู้เมื่อเปลี่ยนร่างเสร็จนั่นล่ะ  ซาสึเกะก็คงแข็งแรงพอที่จะทำพิธีได้แล้วสินะ”

แลดูนายตนแล้ว คงคิดว่าจะบอกหรือไม่บอกเด็กหนุ่มจิ้งจอกเก้าหางก็มีค่าเท่ากัน

ที่มาหาเขาถึงห้องทดลองก็คงเพื่อจะมาสั่งงานนั่นเอง

 

“ฉันจะไปห้องเก็บตำราและคงอยู่จนกว่าจะเปลี่ยนร่างสำเร็จ พรุ่งนี้พาซาสึเกะไปหาที่นั่นด้วย”

 

“ครับ”

พอคล้อยหลังนายไป คาบูโตะถึงกับชักสีหน้า

ลองโอโรจิมารุได้เอ่ยปากแบบนั้น

เด็กหนุ่มอุจิวะคงไม่พ้นต้องเป็นร่างต่อไปของนายตนแน่แล้ว

 

“คงต้องให้หนีไปคืนนี้เลย”  ชายผมเงินพึมพำอย่างเป็นกังวล

ถอดเสื้อคลุมกันเปื้อนทิ้ง ล้างมือแล้วรีบรุดออกจากห้องทดลองไป  

ฝีเท้าเร็วได้ไม่เท่าใจเมื่อเหลือบมองนาฬิกา

 

“สี่ทุ่มครึ่งแล้ว เวลาจะพอหนีมั้ยนะ”

 

มาถึงหน้าห้องที่คุมขังทายาทตระกูลอุจิวะไว้

นินจาสองสามคนที่เฝ้าตามคาบูโตะเข้าไปแต่ดูไม่สงสัยอะไรเลย

ด้านในห้องที่เตียง เด็กหนุ่มร่างสูงนั่งสมาธินิ่งไม่ไหวติงราวกับรูปปั้น

หากดวงตาสีรัตติกาลนั้นลืมขึ้นช้าๆ

 

“เกิดอะไรขึ้นทำไมถึงมาหาเวลานี้”

คาบูโตะเดินเข้าไปหา ไกลพอจนมั่นใจว่าไม่มีใครอื่นนอกจากซาสึเกะที่ได้ยิน จึงเอ่ยต่อ

"เธอต้องพานารุโตะหนีออกไปคืนนี้ ขอให้เตรียมข้าวของที่จำเป็นให้พร้อมด้วย"

 

 

“ทำไมกระทันหันนัก”

 

 

“ท่านโอโรจิมารุเลื่อนวันเปลี่ยนร่างมาเป็นพรุ่งนี้แล้วน่ะสิ!!”เสียงนั้นกระซิบอย่างร้อนรน

ชายหนุ่มผมเงินเอ่ยพร้อมกับขยับกรอบแว่นให้เข้าที่  

ตีหน้านิ่งเพราะไม่ต้องการให้คนที่ตามเข้ามา

รับรู้ความผิดปรกติว่าพวกเขากำลังวางแผนทำอะไร

นินจาที่รับหน้าที่สอดส่องดูแล ถอยกลับออกไปพอคาบูโตะโบกมือไล่เป็นเชิงบอกไม่ต้องห่วง

 เมื่อมั่นใจว่าไม่มีใครคอยสอดแนม ชายหนุ่มผมเงินจึงเพิ่มระดับเสียงให้ชัดเจนขึ้น

 

"ระหว่างออกไปขอให้เธอใช้คาถาพรางตากับกลบจักระของตัวเองให้มิดชิดด้วย

และถ้าเป็นไปได้ขอให้ใช้การหลบหนีทางน้ำเป็นหลัก จะได้ไม่ทิ้งร่องรอยอะไรมาก"

 

"เดี๋ยว ! ถ้าอย่างงั้นก็ต้องอ้อมขึ้นเหนือน่ะสิ แต่โคโนะฮะมันอยู่ทิศใต้ของโอโตะไม่ใช่รึไง"

เด็กหนุ่มแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงเข้มระคนไม่ไว้วางใจ 

คาบูโตะจึงหยิบกระดาษในลิ้นชักข้างๆขึ้นมาวาดแผนที่คร่าวๆลงไป

 

 

"การลงใต้เป็นการตัดตรงเข้าหมู่บ้านโคโนะฮะที่อยู่กลางแคว้นฮิโนะคุนิ

ใช้เวลาน้อยกว่าก็จริงแต่อย่าลืมว่าต้องผ่านหุบผาสิ้นสุด

ที่เป็นพรมแดนระหว่างโอโตะกับฮิโนะคุนิ"

 

 

มือของชายหนุ่มผมเงินลากปากกาไปบนแผ่นกระดาษเร็วๆ

สลับกับชี้จุดตำแหน่ง เกิดเป็นเส้นบางๆบนแผนที่

 

 "ถ้าท่านโอโรจิมารุออกตามล่าเธอ 2 คน ก็ต้องซุ่มดักรอที่หุบผาสิ้นสุดนี่แน่"

คราวนี้ วนวงกลมหนาลงไปบริเวณที่เขาเอ่ยเมื่อครู่

ดวงตาสีนิลจับจ้องไม่วาง ในหัวใช้ความคิดอย่างหนักเพื่อหาหนทางที่ดีที่สุด

 

"ถ้าขึ้นเหนือ..ฉันก็ต้องพานารุโตะออกทะเลแล้วอ้อมอ่าวโอโตะมาทางทิศตะวันตก

เพื่อเข้าทางชายแดนด้านนี้ของแคว้นฮิโนะคุนิ จากนั้นถึงจะตัดตรงเข้าโคโนะฮะได้น่ะสิ"

 

"เสียเวลามากก็จริงแต่น่าจะปลอดภัยกับเธอทั้งคู่มากกว่า" 

คาบูโตะเอ่ยขณะม้วนแผนที่เก็บแล้วยัดมันใส่มือของเด็กหนุ่มอุจิวะ

 

"สภาพนารุโตะแบบนั้น จะเดินทางไกลขนาดนี้ได้ยังไง

ต่อให้เร็วที่สุดอย่างน้อยๆก็ต้องใช้เวลาเกือบอาทิตย์"

 

"เพราะอย่างนี้แหละฉันเลยเตรียมนี่ไว้ให้เธอด้วย"

 

"หญ้าขนตามังกรแห้ง"

 

"ใช้ต้มกับน้ำแล้วให้นารุโตะดื่ม  ช่วงหักดิบ จะช่วยขับพิษเร็วขึ้น  "

 

"แล้วนารุโตะล่ะ จะช่วยออกมายังไง ในเมื่อ..."

คาบูโตะได้ยินเสียงเด็กหนุ่มขบฟันแน่น รู้ว่าทำไมอีกฝ่ายไม่พูดให้จบประโยค

ก็คนรักทั้งคนถูกแย่งชิงไปต่อหน้าต่อตา

ไปอยู่ข้างกายของคนที่ตนไม่เคยคิดจะภักดีแม้แต่น้อย

ทั้งเคียดแค้น ทั้งเจ็บใจ  ความสามารถที่มีบัดนี้เหนือกว่าโอโรจิมารุแต่กลับทำอะไรไม่ได้

เพราะคนสำคัญถูกใช้เป็นกันชน

 

" ตอนนี้ท่านอยู่ที่ห้องเก็บตำราวิชาแพทย์ และคงอยู่จนถึงพรุ่งนี้เช้า

ฉันจะไปอยู่ช่วยเตรียมการที่นั่นจะได้ไม่มีพิรุธ แล้วจะหาทางถ่วงเวลาให้

ระหว่างนั้นเธอต้องรีบพานารุโตะออกไปให้ไกลและเร็วที่สุด"

 

เด็กหนุ่มมองนาฬิกาที่ผนังห้อง บอกเวลาเที่ยงคืนตรง 

เวลาที่จะเตรียมตัวมีไม่มากนัก คงจะต้องหยิบฉวยเฉพาะของที่จำเป็นเท่านั้น

 

เมื่อคาบูโตะออกไป

เด็กหนุ่มอุจิวะยัดของทุกอย่างที่คิดว่าควรเอาติดตัวขณะเดินทางลงกระเป๋า

ทั้งแผนที่ เข็มทิศ กระติกน้ำ และยา

 เฝ้ารอให้เวลาตีหนึ่งมาถึง  ถ้าได้ตัวนารุโตะมาเมื่อไหร่ ก็ไม่มีอะไรที่จะต้องกลัวอีกต่อไป

สิ่งเดียวที่กังวลก็คือ สภาพร่างกายของร่างบางเท่านั้น

 

ยิ่งใกล้เวลา เด็กหนุ่มยิ่งใจระรัว นัยน์ตาสีรัตติกาลไหวระริก

ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่พอรู้ว่ากำลังจะได้พบกับนารุโตะ

มันทำให้เขาฮึกเหิม ต่อให้ใครหน้าไหนก็มาแยกนารุโตะจากเขาไปไม่ได้อีกแล้ว!!!

 

เมื่อนาฬิกาบอกเวลาตีหนึ่ง  ช่วงเวลาที่ต้องผลัดเวรยามหน้าห้องมาถึง

ซาสึเกะก็พร้อมที่จะทำตามแผน

 

ปัง!! ปัง!! ปัง!!!!!

 

เคาะประตูอย่างแรงเพื่อดึงความสนใจนินจาที่เฝ้าหน้าห้อง เมื่อประตูเปิดออก...

เนตรวงแหวนสีแดงฉานจ้องมอง  มืดอุดปากศัตรูไม่ให้ส่งเสียง 

เพียงเท่านั้นก็ทำให้นินจาโอโตะผู้โชคร้ายคนนั้นชะงักงัน ตาเบิกโพลง

คงจะเห็นภาพสยดสยองจากคาถาลวงตาอยู่กระมัง 

 

ซาสึเกะก้าวข้ามร่างที่ลงไปนอนกองอย่างไม่ใส่ใจนัก  

สนใจมือที่มีรอยอักขระของหมอนี่มากกว่า

ดึงมือของร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่มากรีด

พอได้เลือดเด็กหนุ่มยกมือนั้นทาบลงไปบนผนังห้องที่มีรอยอักระแบบเดียวกัน

“คลาย” 

ใช้เนตรวงแหวานบังคับให้เจ้าของร่างเอ่ย

อาคมที่กดจักระและกักขังเขาเอาไว้ มลายลงในพริบตา

ทิ้งร่างที่ใช้ประโยชน์เสร็จแล้วอย่างไม่ไยดี ร่างสูงโปร่งก้าวออกมานอกห้อง

 เพียงกระพริบตาอีกครั้ง คาถาพราง ก็ถูกสร้างขึ้นล้อมรอบตัวเขา

ตอนนี้ไม่มีใครสามารถมองทะลุเข้ามาเห็นได้แล้ว

 

 เด็กหนุ่มอุจิวะจัดการปกปิดจักระตัวเองให้มิดชิด แล้วมุ่งตรงไปยังห้องของปีศาจงู

ห้องที่คนรักของเขาพำนักอยู่ในตอนนี้.........

ทางเดินไฟสลัวทอดยาว ร่างสูงพุ่งตัวแหวกผ่านอากาศและความมืดข้างหน้า

คบไฟไหวกระเพื่อมตามความเร็วของแรงลมที่ปะทะ

หากแถวนั้นมีคนยืนอยู่ก็คงแค่รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างพุ่งผ่านไปอย่างรวดเร็วว่องไวเท่านั้น 

 

 

ซาสึเกะหักเลี้ยวที่หัวมุมข้างหน้า แล้วหยุดสังเกตการณ์ 

หน้าห้องมีคนเฝ้าอยู่ 2-3 คน

ไม่คณามือซักเท่าไหร่  เข็มพิษถูกขว้างออกไปพร้อมกัน

ร่างทั้ง 3 ก็สลบแน่นิ่ง โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามาจากไหนและใครขว้าง

 

เสียงประตูเปิดดังครืดคราด ใจของเด็กหนุ่มลิงโลด 

อีกไม่กี่นาทีข้างหน้าเขาจะได้นารุโตะกลับคืนมาไว้ในอ้อมแขนอีกครั้งแล้ว!!

 

ร่างเปลือยเปล่าที่อยู่บนเตียงหลังใหญ่ดูบอบบาง  

 

“ยังหลับอยู่สินะ”  ซาสึเกะพึมพำเบาๆ

 

ไม่ต้องการจะปลุก มือแกร่งลูบหัวอีกฝ่ายด้วยความห่วงหา

ก่อนตรวจดูสภาพร่างกายของร่างบอบบาง

เปิดเปลือกตาช้าๆ นารุโตะเพิ่งได้รับยาเมื่อไม่นานมานี้

ม่านตาสีดำสนิท กับสีผิวที่ซีดขาวจัดบ่งบอกได้ดี 

ซาสึเกะค้นชุดของเด็กหนุ่มผมบลอนด์ในตู้ลิ้นชักแล้วยัดลงกระเป๋า

ไม่มีเวลามากนักที่จะแต่งตัวให้ ใช้ผ้าห่มห่อร่างที่นอนเหยียดยาว  แล้วช้อนอีกฝ่ายขึ้น 

ร่างนั้นขยุกขยิกตัวเล็กน้อย

 

‘รอให้ออกไปได้ก่อน แล้วค่อยให้ยาขับพิษแล้วกัน’

 

เด็กหนุ่มวิ่งสุดฝีเท้า สายตาระวังระไว  ที่ด้านนอกห้องคบไฟบางจุดดับมอดลง

ทางเดินจึงมืดสนิทแต่สำหรับเขาแล้วก็ไม่ได้แตกต่างจากตอนกลางวันมากนัก

เนตรวงแหวนยังคงทำหน้าที่ของมันได้ดีเสมอมา 

 

ร่างปราดเปรียวกระโดดข้ามกลุ่มนินจาที่เฝ้าประตูด้านหน้าออกไปอย่างง่ายดาย   

คงเพราะแรงกระโดด จึงปลุกร่างในอ้อมแขนให้ตื่นขึ้น แต่ซาสึเกะชะลอฝีเท้าไม่ได้

 ต้องรีบเข้าไปซ่อนตัวในป่าหนาทึบเบื้องหน้าให้เร็วที่สุด 

 

“อือ ซา..สึ เกะ...”

 

“ไม่เป็นไร ตอนนี้นายหลับเอาแรงไปก่อนเถอะนะ”

 

ศีรษะที่ปกคลุมด้วยกลุ่มไหมสีทองอิงแผ่นอกกว้างของเขาแล้วหลับไปอีกครั้ง

คงจะรู้สึกอุ่นใจ

ใบหน้าคมคายฉายแววอ่อนโยนชั่วครู่ก่อนจะกลับมาเรียบนิ่ง อีกครั้ง

 

ครั้งนี้จะขอปกป้องให้ได้ แม้ต้องเดิมพันด้วยชีวิตของเขาก็ตาม!!

 

TBC.........................

 

เย้ พระเอกออกโรงแล้วเจ้าค่าเอ๊ย กว่าเกะจะโผล่มาได้ 

หายหัวไปอย่างนานจนคนอ่านลืมไปแล้วล่ะมั้ง ว่าเรื่องนี้พระเอกคือใคร หุหุ

 

ชิวะ :           หรือจะยกบทพระเอกให้โอโรจิมารุไปเลยดีล่ะ

ซาสึเกะ :      ไม่มีทาง!!!!!

ชิวะ :           เรื่องหยั่งงี้ต้องให้น้องโตะเลือกสิ ถึงจะถูก

โอโรจิมารุ :  นั่นสินะ  (อยู่ๆเฮียโอจจี้แกก็โผล่มาจากไหนไม่รู้)

ชิวะ :           นารุโตะ นายจะเลือกครายยยยยยย

นารุโตะ :      มะ...ไม่รู้อ่ะ

ซาสึเกะ + โอโรจิมารุ :    ต้องฉันสิ!!!! (ตะโกนใส่อีกฝ่ายพลางดึงแขนน้องโตะกันไปมา)

นารุโตะ :    (สีหน้าเริ่มรำคาญ) โว้ยยย ฉันเลือกคาบูโตะ!!!

คาบูโตะ :     -///-a

เฮียโอจจี้+ เกะ+ ชิวะ  :   O_O!!!!

 

นอกเรื่องไปเยอะแล้ว พอเหอะเนอะ

edit @ 22 Jan 2011 01:19:06 by ชิวา